วิชาตัดใจ 101

—————– ปฐมนิเทศ —————–

    คุณเคย ตัดใจ จากอะไรสักอย่างหนึ่งหรือเปล่า?
    เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วไม่มากก็น้อยครับ
    เหตุการณ์ที่เราต้องพยายามทำใจ ยอมรับความเป็นจริงให้ได้
    เพราะความจริงนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ
    ความทุกข์ทรมานจากการตัดใจเลวร้ายขนาดไหนหลายคนคงเคยเข้าใจดี

    ผมไม่ได้จบวิชาการตัดใจมาจากที่ไหนหรอกครับ แล้วก็มีความรู้ไม่มากด้วย
    ที่สำคัญยังไม่เคยตัดใจสำเร็จสักครั้ง…
    แต่อารมณ์อยากเขียนหนะครับ😛
    ก็เลยขอเสนอวิธีการตัดใจแบบที่ตัวเองกลั่นออกมาจากไขสันหลังสักหน่อย (ไม่ผ่านสมองด้วยนะ:D)
    ดังนั้นใครมีวิธีตัดใจดีๆ ก็ช่วยๆกันด้วยนะครับ ^^

—————– ลงทะเบียน —————–

    ก่อนจะเริ่มเรียนวิชานี้ก็ต้องลงทะเบียนกันก่อนครับ
    การลงทะเบียนก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ตอบคำถามข้อนี้

    “คุณอยากตัดใจจริงๆหรือเปล่า?”

    ครับ เป็นคำถามที่อาจจะตอบยากสำหรับบางคน
    แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของวิชานี้เลยครับ
    สิ่งที่ยากที่สุดในการตัดใจไม่ใช่เพราะใจเป็นสิ่งที่ตัดได้ยาก
    แต่เพราะเราไม่เต็มใจที่จะตัดมันจริงๆต่างหาก
    
    แปลกนะครับ ที่หลายๆคนทนทุกข์อยู่กับใจที่ปวดร้าว ความทุกข์ ความผิดหวัง
    แต่พอบอกให้ปล่อยสิ่งเหล่านั้นซะ กลับไม่ยอม จะขอกอดมันเอาไว้
    บางคนถึงกับบอกว่า ฉันจะต้องทุกข์ไปจนตายกับเรื่องนี้
    ถ้าคิดได้อย่างนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ
    เพราะคุณจะทุกข์ไปกับเรื่องนั้นจนตายจริงๆ
    
    ต่อเมื่อคุณเต็มใจที่จะสละความทุกข์ก้อนนี้ออกจริงๆเท่านั้น
    คุณถึงจะตัดมันได้ง่ายขึ้นหลายเท่าตัวทีเดียวคับ
    ในบางกรณี คุณอาจจะบอกว่าค่อยๆตัดไม่ได้หรือ
    เพราะคุณไม่อยากให้เยื่อใยต่อคน ต่อสิ่งของ ที่คุณผูกเอาไว้
    ขาดไปในทันที มันทรมานเกินไป
    ถ้าคิดได้แบบนั้น คุณก็ไม่มีวันตัดอะไรได้ขาดหรอกครับ

    ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง(หวังว่ามันคงไม่เข้ามาอ่าน :P)
    มันติดบุหรี่ครับ แล้วมันก็บอกผมอยู่เป็นประจำว่า จะเลิกๆ
    ผมก็ถามมันไปว่าจะเลิกได้ไง ก็ยังเห็นสูบอยู่อย่างนี้
    มันก็บอกว่า ก็ค่อยๆลดอาทิตย์ละมวน ไม่กี่เดือนก็เลิกได้
    ให้ทายครับว่าหลังจากนั้นปีหนึ่งผลเป็นอย่างไร
    ครับ คำตอบคือ มันสูบหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า และไม่มีทีท่าว่าจะเลิกได้
    ที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้นคือ มันบอกผมว่า
    อากาศก็มีแต่มลพิษ อาหารก็มีแต่สารพิษ ยังไงๆก็เสี่ยงเป็นมะเร็งกันอยู่แล้ว
    สูบบุหรี่แค่นี้ไม่เห็นจะเป็นไร !
    
    ….
    เพราะฉนั้น
    ถ้าเต็มใจที่จะฝึกแล้ว ก็เริ่มเรียนกันเลยครับ
    ส่วนคนที่ไม่คิดจะตัดใจ จะ sit in ก็ได้คับ ไม่ว่ากัน ;D

—————– ที่มาของการตัดใจ —————–

    ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมคนเราถึงต้องตัดใจ
    คนเราต้องตัดใจ เพราะเราทุกข์ครับ
    ทุกข์บนโลกนี้เกิดจากสามเหตุผล คือ
    หนึ่ง ทุกข์จากการสูญเสียสิ่งที่รัก
    สอง ทุกข์จากการต้องทนอยู่กับสิ่งที่เกลียด
    สาม ทุกข์จากความไม่รู้
    
    การตัดใจ คืออาการที่ไม่อยากทุกข์จากการสูญเสียสิ่งที่รักคับ
    ของรักในที่นี้มีหลายอย่างคับ เช่น คน เงิน สิ่งของ อำนาจ ฯลฯ
    บางคนถูกคนที่รักทอดทิ้ง บางคนสูญเงินไปกับการลงทุน
    บางคนทำความฝันไม่สำเร็จ
    ทุกอย่างล้วนทำให้เป็นทุกข์ ทุกข์แล้วก็ต้องตัดใจ จะได้หายทุกข์

    และการตัดใจยังมีหลายแบบ ตามระดับความยากง่ายในการตัดอีก
    แบบที่ตัดง่ายๆก็เช่น คนที่รักเสียชีวิต อันนี้ตัดง่ายหน่อยเพราะทำอะไรไม่ได้แล้ว
    แต่บางอย่างก็ตัดยากมาก เช่นถ้ายังมีหวังที่จะได้กลับมาอยู่ เราก็แทบไม่อยากตัดแล้วครับ

    ซึ่งการตัดใจทั้งหมดล้วนมีวิธีคล้ายๆกัน
    เรามาฝึกการตัดใจแบบที่ทำให้เจ็บตัวน้อยที่สุดกันเถอะ😀
    

—————– วิธีที่หนึ่ง เวลาคือคำตอบ —————–

    จะว่าผมเล่นง่ายไปไหม ถ้าบอกว่า วิธีการตัดใจวิธีหนึ่งคือ ไม่ต้องทำอะไรเลย
    คุณคิดว่าอีกสักสิบ ยี่สิบปีข้างหน้า คุณจะมีความรู้สึกทุรนทุรายตอนที่สูญเสียของรักแบบนี้อยู่หรือเปล่า
    ไม่เลยครับ ลองไปถามพ่อแม่คุณดูก็ได้ ว่ายังทุกข์สมัยอกหักตอนหนุ่มๆอยู่หรือ?
    ทุกสิ่งในโลกมีเกิดก็ต้องมีดับ ความทุกข์ก็เช่นกันครับ
    เมื่อเราเข้าใจว่าไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจกับสิ่งที่สักวันจะต้องมลายหายไปอย่างนี้
    เราก็จะเป็นทุกข์กับการสูญเสียน้อยลงครับ
    
    เพียงแต่ว่าอย่าไปเร่งระยะเวลาให้มันหาย วันนี้ เดี๋ยวนี้ แค่นั้นเอง
    เพราะถ้าเรายิ่งเร่งให้แผลมันหาย มันก็จะยิ่งอักเสบ
    ปล่อยให้มันค่อยๆหาย สบายๆ เถอะครับ
    เวลาจะช่วยรักษาให้เราเอง

—————– วิธีที่สอง สิ่งทดแทน —————–

    เราจะเห็นเด็กๆพออยากกินไอติม แต่แม่ไม่ซื้อให้ ก็จะร้องให้ลงไปดิ้นๆกับพื้น
    สักพักพอแม่เอาของเล่นมาให้แทน เด็กก็จะยิ้มตาใสกับของเล่น
    เหมือนเมื่อสักครู่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
    
    หลักการของวิธีที่สองก็ง่ายๆแค่นี้ครับ
    หาสิ่งทดแทนสิ่งที่เสียไป
    แต่อย่าพึ่งสำคัญผิดว่า สิ่งที่มาทดแทนจะต้องเหมือนกับสิ่งที่เสียไปเสมอนะครับ
    ถ้าคุณโดนแฟนทิ้ง คุณก็ยังมีเพื่อน มีครอบครัวคอยให้กำลังใจอยู่
    ถ้าคุณทำธุรกิจล้มละลาย คุณก็ยังมีสองมือสองเท้าในการเริ่มต้นใหม่

    แต่เรามักจะคิดเพียงว่าตัวเองได้สูญเสียอะไรไปบ้าง โดยลืมไปว่าเรามีอะไรเหลืออยู่บ้าง

    เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวคุณปู่มหาเศรษฐีฆ่าตัวตายเพราะสูญเสียเงินเกือบพันล้าน
    ในขณะที่ทรัพย์สินของปู่มีประมาณห้าพันล้าน
    ถ้าคุณปู่คิดว่ายังมีเหลืออีกตั้งสี่พันล้าน แทนที่การคิดว่าเสียไปตั้งพันล้าน
    คงไม่เกิดเรื่องเศร้าอย่างนี้

    สิ่งที่สูญเสียไปแล้วก็สูญเสียไปแล้วคับ เก็บเอามาทุกข์ไม่มีประโยชน์อะไร
    ให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่ดีกว่าคับ
    บางทีนะ เราสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุดไป เพื่อสิ่งที่ดีกว่าดีที่สุดก็ได้นะครับ ใครจะไปรู้

—————– วิธีที่สาม พิจารณาความไม่ดี —————–

    วิธีนี้ใช้วิธีกำจัดจากตัวสาเหตุครับ
    สิ่งที่เรารัก ก็คือสิ่งที่เราเห็นว่าดี แล้วมักจะย้ำข้อดีของมันซ้ำๆคับ
    เช่น รักคนๆหนึ่ง เวลาเรานึกถึงเขา ก็จะนึกถึงเรื่องดีๆ ซ้ำไปซ้ำมา
    ทั้งๆที่เค้าอาจจะเคยทำเรื่องดีๆเอาไว้แค่ครั้งเดียว แต่เราย้ำไปสักร้อยรอบ
    ความรู้สึกว่าดีก็เลยฝังลึก และยากที่จะถอน

    ดังนั้นวิธีนี้คือการพิจารณาสิ่งไม่ดีแทน เพื่อหักล้างความรู้สึกดีนั้น
    ทุกสิ่งในโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ
    การมองแต่ข้อดีทำให้เราหลง การมองแต่ข้อเสียทำให้เราเกลียด
    ดังนั้นเราจำต้องมองสิ่งต่างๆ ทั้งสองด้านให้เป็นกลาง

    หากเราเจอหญิงงามที่มองแว๊บเดียวใจก็สั่น แล้วยากจะหักห้ามใจ
    ก็ให้ลองพิจารณาส่วนไม่ดีในตัวหล่อนประกอบครับ
    เช่น มนุษย์ก็เหมือนกับถุงอุจจาระ มีแต่ของเสียไหลออกจากที่ต่างๆ
    เท่านี้ความรู้สึกลุ่มหลงก็ลดฮวบฮาบแล้ว

    หากเรามองเห็นเงินทองกองโตแล้วอยากได้มาครอบครอง
    ก็ลองนึกถึงข้อเสียของมันดูครับ
    ไหนจะกลัวคนมาแย่ง ไหนจะความหลงระเริงในลาภยศ
    อยู่แบบพอมีพอกินดีกว่าเยอะเลย

    วิธีนี้อาจจะช่วยได้ชั่วครั้งชั่วคราว
    เพราะอย่างไรเสียเราก็มีแนวโน้มจะคิดถึงแต่เรื่องดีๆอยู่แล้ว
    ดังนั้นอาจจะต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วยครับ

—————– วิธีที่สี่ เบื่อหรือยัง —————–

    วิธีนี้เป็นวิธีที่เรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่งครับ
    เวลาเรามีความทุกข์ ส่วนใหญเราก็จะเบือนหน้าหนีครับ
    พอเบือนหน้านหนีแต่หนีไม่พ้น หันกลับมาก็เจออีก เจ็บไปเรื่อยๆ
    คล้ายๆ มีดปักอก พอรู้ว่าเจ็บก็ดึงออก
    แต่ก็ไม่วายโดนปักเข้าไปใหม่ อย่างนี้ไม่มีทางหายครับ

    วิธีนี้คือการเผชิญหน้ากับมันครับ
    ให้รู้ว่ามันเจ็บยังไง มันเจ็บตรงไหน ทุกข์เพราะอะไร
    อาจจะดูซาดิสหน่อย เวลาเราทุกข์ปุ๊ปก็ให้ตั้งสติเอาไว้ครับ
    เช่น เราทุกข์เมื่อเห็นภาพคนรักกับคนใหม่
    ก็ให้ค้างเอาไว้คับ อย่าเบือนหน้าหนี หรือหนีไปร้องไห้
    แล้วค่อยๆพิจารณาว่าตอนนี้รู้สึกอะไร เพราะอะไร
    ทุกข์ ก็ให้รู้ว่าทุกข์ อย่าใปบังคับมันครับ
    พิจารณาไปต่อเนื่องสักครึ่งชั่วโมง จนได้คำตอบว่า จะทุกข์ไปเพื่ออะไร

    เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราทุกข์ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
    ทุกข์แล้วก็ใช่ว่าจะแก้ไขอะไรได้
    วิธีแบบนี้คือการทุกข์จนเบื่อ เบื่อจนไม่เห็นประโยชน์ของมัน
    แล้วเราก็จะเลิกหวงมันไว้เองครับ
    

—————– วิธีที่ห้า สละออก —————–

    วิธีสุดท้ายนี้เป็นท่าไม้ตายคับ ใช้ได้ผลแน่นอน (และผมก็ไม่ได้คิดเองด้วย :D)
    ผมเคยอ่านมาว่า
    “ใจเป็นสิ่งที่ไม่มีคมมีดชนิดไหนๆ ตัดได้ขาด พฤติกรรมทางจิตที่ถูกต้องคือ ‘สละออก’
    ซึ่งเป็นอาการที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย เนื่องจากเคยชินที่จะ ‘เอาเข้าตัว’ กันทั้งนั้น
    ซึ่งนั่นแหละครับคือการเพาะชำนิสัยหวงทุกข์ หวงยางเหนียวยึดติดกับปฏิกูลทางอารมณ์โดยแท้”

    ถ้าเปรียบอาการยึดติดเป็นเชือกเส้นโตที่ผูกเราเข้ากับสิ่งๆหนึ่ง
    การตัดใจก็คงเปรียบเหมือนการเอามีด พยายามหั่นให้เชือกนั้นขาดสะบั้น
    แน่นอนว่า ตัดยาก และรอยตัดที่เชือกก็ขาดวิ่น ไม่น่าดู
    หนำซ้ำ ห่วงเชื่อกที่ผูกเราอยู่ก็ติดตัวเราไปเอาไว้เป็นของต่างหน้า
    
    ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องคือการคลายเชื่อที่มัดเราไว้ซะ
    แล้วหลุดจากพันธนาการอย่างถาวร
    แต่ก็รู้กันว่า การคลายเชือกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
    จำเป็นจะต้องอาศัยการฝึกฝนพอควรทีเดียว

    การฝึกให้ตัวเองให้เป็นคนที่สละทุกข์ออกไปได้โดยง่ายนั้น ต้องเริ่มจากเรื่องเล็กๆครับ
    การให้ทานก็เป็นการฝึกใจให้รู้จักการสละออกแบบหนึ่ง
    ลองสังเกตุใจตอนที่เราให้เศษสตางค์กับขอทานข้างถนนดูครับ
    ใจเราไม่ได้ทุรนทุรายเหมือนโดนขโมยฉกกระเป๋าสตางค์ไป
    กลับกันใจเรากลับรู้สึกโล่งสบาย และปลื้มปีติ
    ให้จำความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้ครับ ว่านั่นคืออาการสละออกที่ถูกต้อง

    คราวนี้เราก็มาฝึกในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เพราะเพียงแค่เศษสตางค์คงไม่มีใครยึดติดมาก
    ให้ลองสังเกตุในชีวิตประจำวันครับ ว่าเรามักยึดติดอะไรไว้บ้าง เอาเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ได้ครับ
    เช่น สมมติว่าเวลาเรากินก๊วยเตี๋ยว แล้วมักจะเหลือลูกชิ้นเอาไว้กินเป็นอย่างสุดท้าย
    ถ้าใครมาแย่งก็เตรียมทะเลาะกันได้เลย … ตรงนี้หละครับ เป็นเครื่องมือฝึกชั้นดี

    คราวต่อไปเมื่อเราเหลือลูกชิ้นเอาไว้แล้วนึกได้ ก็ลองเอาลูกชิ้นนั้นให้คนอื่นดูครับ
    หรือเอาให้สุนัขจรจัดก็ได้ แล้วพิจารณาดูในใจตัวเองครับ ว่าเป็นอย่างไร
    มีอาการยึดติดมากแค่ไหน ทุรนทุรายมากแค่ไหน
    แล้วปรับใจตอนนั้นให้เป็นการสละออกที่ถูกต้อง

    สังเกตุอาการหลายๆอย่างในชีวิตไปเรื่อยๆครับ
    เช่น เรามักโกรธเวลามีคนบีบแตรใส่ ก็ปล่อยวางความโกรธนั้น
    เรามักอิจฉาเวลาคนได้ดีกว่าเรา ก็สละความอิจฉานั้นไป    

    ทำเช่นนี้ไปกับทุกๆเรื่องครับ แล้วเราก็จะมีจิตใจที่สว่างเพียงพอในการสละทุกข์ก้อนใหญ่
    การตัดใจก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ
   

—————– บทสรุป —————–

    บทสรุปก็คงเขียนเหมือนบทนำครับ
    ว่าความสำคัญที่สุดของการตัดใจ คือ ความเต็มใจในการตัด
    เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จะฝึกตัดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
    เมื่อคุณยังคิดว่าลูกไฟที่คุณถืออยู่มันเป็นของดี

    เมื่อเตรียมจิตใจได้พร้อมแล้ว ก็ลงมือทำข้อสอบได้ครับ
    ขอให้โชคดีในการสอบครับทุกๆคน ^^

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s