บวช ตอนที่ 8 ข้ออ้างของความพ่ายแพ้ 2 : ชัยชนะเล็กๆ

ทุกครั้งเวลาไปไหว้พระทำบุญที่วัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผมจะอธิฐานขอพรอย่างนึง
แน่นอนว่าไม่ใช่ ขอให้โลกนี้สงบสุข เพราะผมไม่ใช่นางสาวไทย😛
ผมขอให้ผมได้พบได้เจอกัลยานิมิตที่ดี ได้มีคนมาตักเตือนและสั่งสอนผม
ให้ผมรู้ว่าผมมีข้อไม่ดีตรงไหน
และขอกำลังใจให้ผมสามารถแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากได้อะไรอย่างอื่นนะครับ แต่ด้วยความที่เป็นคนคิดมาก
ทำให้ผมคิดว่าการขอสิ่งดีๆ เช่น
ขอความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ขอความสำเร็จ ขอความร่ำรวย
เป็นพรที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ไหนๆ ก็ให้เราไม่ได้
และถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านเมตตาจะช่วยผม
การดลใจใครสักคนมาสอนผมก็คงง่ายกว่าการเสกแก้วแหวนเงินทองเป็นแน่
ผมจึงขอในสิ่งที่จะเป็นเครื่องเตือนตัวเองว่า
ความเจริญทั้งหลายในชีวิตนั้น ผมจะต้องเป็นคนลงมือสร้างขึ้นมาเอง ด้วยการกำจัดนิสัยที่ขวางความสำเร็จนั้นเสียก่อน

และเช่นเดียวกันในระหว่างที่ผมบวช ผมก็อธิฐานอย่างนี้บ่อยๆ
ผมขอให้ผมได้ประสบเรื่องราวที่ทำให้ อารมณ์นิสัยทั้งหลายที่ไม่ดี( โดยเฉพาะตัว boss ><) ปรากฏกายออกมา
เพื่อให้ผมได้ฝึกรู้เท่าทันมัน และฝึกที่จะปล่อยวาง เพื่อให้เกิดปัญญา

และแน่นอน ผมได้สิทธิ์นั้นทันที > <

หนึ่งในคนที่ทดสอบผมบ่อยที่สุดก็ไม่ใช่ใคร คือพระอาจารย์ของผมเอง
อย่างที่เคยเกริ่นว่าพระอาจารย์ท่านเป็นคนพูดแรง และตรง
และเป็น Perfectionism คนนึงทีเดียว
เวลาอยู่กับท่าน เราจะทำอะไรผิดนิดหน่อย หรือขาดสติเพียงชั่ววูบไม่ได้
ท่านจะสังเกตเห็นหมด และออกปากสั่งสอนทันที
ทั้งๆ ที่บางครั้งเราแค่คิดยังไม่ทันลงมือทำด้วยซ้ำ

และแน่นอนว่า พระใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรอย่างผมจะโดนมากเป็นพิเศษ
จนบางครั้งผมกลัวจนไม่กล้าทำอะไรไปเลย และพอไม่กล้าทำอะไร
หรือทำอะไรด้วยความไม่มั่นใจก็จะยิ่งโดนมากขึ้น
ทำให้ช่วงแรกๆ ผมไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้พระอาจารย์เท่าไหร่😛

แต่แล้ววันนึงพระอาจารย์ก็ให้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่อันนึงกับผมครับ

วันนั้นเป็นวันที่ใกล้งานกฐินมากแล้ว แล้วพระก็ทำงานกันหนักจนหมดแรงทุกวัน
หลังจากทำวัตรเสร็จ ราวๆ สองทุ่ม พระอาจารย์ก็ประกาศขึ้นในโบสถ์
ขอพระอาสาสมัครช่วยขนขนย้ายเต้นโรงทานหน้าวัด
วันนั้นผมคิดว่าตัวเองยังไหวอยู่จึงยกมือขอเป็นอาสาสมัครไปด้วย
รวมพระที่อาสาทั้งหมดก็ราวๆ สิบกว่ารูป

พอไปถึงเต้นท์ ผมก็จับจองเสาเต้นท์ด้านหน้าต้นนึงทันที
พอยกไปได้เสียหน่อยปรากฏว่ามีโต๊ะตัวนึงวางอยู่หน้าผมทำให้ผมเดินต่อไปไม่ได้
ผมจึงหยุดแล้วเรียกคนอื่นมาช่วยย้ายโต๊ะ
ในระหว่างนั้นเอง พระอาจารย์ที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังเห็นด้านหน้าหยุดจึงตะโกนสั่งมาว่า

“เอ้า เดินไปซิ จะหยุดทำไม”

ขาดคำพระอาจารย์ก็เดินมาที่เสาเต้นท์ที่ผมยกอยู่แล้วดึงเสานั้นไปจากมือผม
พอดีกับที่มีคนยกโต๊ะนั้นออกไปพ้นทางพอดี
พระอาจารย์เดินยกเสานั้นไปพร้อมทั้งตะโกนกลับหลังมาว่า

“ขออาสาสมัครมาช่วยยก ไม่ใช่มายืนเฉยๆ ถ้ามาแล้วทำได้แค่นี้ก็กลับไปนอน ไป๊”

พระอาจารย์เน้นคำสุดท้ายหนักและแรง ใครๆฟังก็รู้ว่าอาจารย์ไล่จริงๆ
ตอนนั้นผม fail มากครับ ยืนมองเต้นที่ถูกยกไป
คิดน้อยใจว่า ผมเต็มใจมาช่วยแท้ๆ และไม่ใช่ว่ายกไม่ไหว
แต่โต๊ะมันขวางอยู่ จะให้ผมทำยังไง
ทำไมต้องไล่ผมขนาดนั้นด้วย

ขณะที่ผมกำลังจะหันหลังกลับผมก็คิดได้ว่า
พระอาจารย์จะด่าจะว่าผมอย่างไรมันไม่สำคัญ
ผมจะสมควรโดนไล่หรือไม่ก็ไม่สำคัญ
แต่ผมตั้งใจจะมาช่วยแล้ว ผมก็ต้องทำให้เสร็จ
คืนนั้น ผมสัญญากับตัวเองว่า ถึงอาจารย์จะด่าจะว่าจะไล่ผมอีกแค่ไหน
ผมก็จะไม่กลับก่อนเด็ดขาด
ผมจะกลับเป็นคนสุดท้าย

คืนนั้นเป็นคืนที่ผมทำงานสนุกที่สุดและไม่เหนื่อยเลย
มิหนำซ้ำการที่ผมมุ่งมั่นว่าจะทำงานให้เสร็จ ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น
ไม่สนใจเสียงบ่นของใครเลย ทำงานก็ไม่เหยาะแหยะอย่างที่เคย
เราขนเต้นท์กันราวๆ สองชั่วโมง เสร็จสี่ทุ่มกว่าๆ
ตอนนั้นเหลือพระแค่สี่รูปเท่านั้น นอกนั้นเป็นผ้าขาวทั้งหมด
ผมเดินกลับกุฏิด้วยอารมณ์เบิกบานสุดๆ   ^ – ^
ผมขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ แล้วหนีกลับไปเสียก่อน
ไม่เช่นนั้นป่านนี้ผมคงนอนคิดกระวนกระวายอยู่ในกุฏิ บ่นโทษนั่นโทษนี่อยู่แน่ๆ

ออ การขนเต้นท์ครั้งนี้ พระอาจารย์ยังสอนเรื่องการไม่ยอมแพ้อีกเรื่องด้วยครับ
เรื่องมีอยู่ว่า เราจะต้องขนเต็นท์ไปตั้งในลานซึ่งมีต้นไม้ปลูกอยู่ทั่ว
ปรากฏว่าที่ที่พระอาจารย์อยากให้เอาเต้นท์ไปวางมีต้นไม้ขวางอยู่
มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าจะยกเต้นท์หลังยักษ์ทั้งหลังแบบนี้ผ่านไปไม่ได้แน่ๆ
และถ้าจะค่อยๆ ถอดประกอบใหม่คงใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมง
แต่พระอาจารย์พูดคำเดียวว่า ไม่ได้ก็ต้องได้
ว่าแล้วก็ให้พวกเรายกดุ่มๆ เข้าไปซึ่งแน่นอนว่ามันติดต้นไม้
พอติดปุ๊ป ทุกคนก็จึงช่วยคิดวิธีกัน  โดยมีข้อแม้ว่า ไม่ได้ก็ต้องได้
บ้างก็บอกว่าไม่ได้หรอกเป็นไปไม่ได้(ผมเป็นหนึ่งในนั้น :P)
บ้างก็คิดวิธีหลายๆทาง ซึ่งสุดท้ายปัญญาก็เกิดครับ
เรายกเต้นท์ขนาดยักษ์นั้นตะแคงข้างเข้าไปเลย
(จินตนาการเหมือนยกโต๊ะที่เล็กกว่าประตูเข้าไปในห้องอ่ะคับ ต้องเอาขาเข้าทีละด้าน)
ซึ่งถึงแม้จะทุลักทุเล และเล่นเอาเหงื่อแตกหมดแรงกันไป แต่สุดท้ายเราก็ทำได้จริงๆ

วันนั้นผมเชื่อสนิทใจเหมือนที่มีคนพูดกับผมไว้ว่า ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ถ้าเราพยายามมากพอ คิดหาทางมากพอ มันจะมีคำตอบเสมอ
แม้จะมีข้อแย้งว่า ปัญหาที่เป็นอดีต เกิดขึ้นไปแล้ว แก้ไขไม่ได้แน่นอน
แต่เราก็สามารถทำให้อดีตนั้นไร้ความหมายไปได้ครับ
เสมือนเกลือหนึ่งกำมือ เมื่อเอาไปละลายในทะเลสาบ ความเค็มของเกลือนั้นย่อมไม่มีความหมายอะไร

ขอจบบล๊อกนี้ง่ายๆ ตรงนี้นะครับ
จงอย่ายอมแพ้(ตัวเอง)แม้ว่ืาคุณจะแพ้จริงๆ เพราะมันหมายถึงว่าคุณจะไม่มีวันชนะ(ตัวเอง)ได้อีก

(โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 9 วันหยุด)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s