บวช ตอนที่ 7 ข้ออ้างของความพ่ายแพ้

ก่อนที่ผมจะไปบวช ผมประสบกับเรื่องราวที่ทำให้ผมเสียความมั่นใจในตัวเองไปพอสมควร
ผมมักจะโทษดวงชะตา โทษกรรมที่ทำให้ผมต้องเจอเรื่องราว ปัญหามากมายขนาดนี้
บางครั้งที่ผมเล่าเรื่องของผมให้คนอื่นฟัง กลับเป็นคนอื่นที่ร้องไห้ ไม่ใช่ผม
ซึ่งทำให้ผมใช้มันเป็น ข้ออ้าง เสมอๆ ว่า ที่ผมเป็นอยู่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
และการที่ผมจะเศร้าจะท้อแท้จะ fail ก็เป็นเหตุที่สมควรอยู่
คนอื่นไม่เจออย่างผมบ้างนี่นา
ข้ออ้างเหล่านั้นทำให้ผมจมอยู่ในบ่อน้ำที่ตัวเองขุดขึ้น มองไม่ที่ไม่เห็นแสงที่ปากบ่อ
แต่ต่อจากนี้ไปจะไม่มีข้ออ้างแบบนั้นอีกแล้ว…

ตอนก่อนที่บวชนั้น ผมนึกภาพของการเป็นพระว่า จะต้องใช้ชีวิตประจำวันอย่างสงบ
สวดมนต์ เดินจงกรม ทำสมาธิ  พระแต่ละรูปอยู่ด้วยกันด้วยบรรยากาศแห่งธรรม
แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลยครับ
พระเราทำงานหนักมาก จนบางครั้งเรามักจะแซวๆ กันว่า ตกลงเราเป็นพระกรรมฐานหรือพระกรรมกรกันแน่
งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานที่ใช้กำลัง เช่น ขนดิน ขนหิน ขัดพื้น ก่อสร้าง ฯลฯ
และด้วยสรีระที่ดูบอบบางอย่างผม ทำให้หลายครั้งผมมักจะถูกต่อว่าในการทำงานช้า และไม่ทะมัดทะแมง
ทุกครั้งที่ผมโดนต่อว่า (หรือที่ผมคิดไปเองว่ามันคือการ ดูถูก) ผมจะอารมณ์ขึ้นทันที
อยู่ข้างนอกผมอาจจะเห็นนิสัยข้อนี้ของตัวเองได้ไม่ชัดครับ
แต่พออยู่ในที่สงบๆ อย่างวัดแล้ว ทำให้ผมรู้ว่า ผมเป็นคนมีทิฐิสูงมาก ใครว่าอะไรไม่ได้
ถึงแม้ว่าเวลาผมมีอารมณ์ ภายนอกผมจะดูเฉยๆ เหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร
แต่ภายในนั้นลุ่มร้อนเป็นไฟเลยครับ
และเรื่องราวก่อนผมไปบวช ก็ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า
จะไม่ตอบโต้กับใครถ้ายังมีอารมณ์โกรธอยู่

แล้ววันนึงไฟนั้นก็ลุกโชนขึ้นมาครับ

วันนั้นเป็นวันที่ผมอยู่เวรจัดเตรียมปานะในตอนบ่าย ซึ่งตรงกับวันพระพอดี
ออ ลืมบอกไปครับ ที่นี่ทุกวันพระ พระทุกรูปจะต้องอดนอนเพื่อปฏิบัติธรรม
หรือเรียกว่า เนสัชชิก
คือการอยู่ในอิริยาบถสามได้แก่ เดิน ยืน นั่ง ห้ามเอนกายลงนอน ทั้งคืน
ซึ่งโดยปกติจะเป็นการนั่งสมาธิรวมในโบสถ์ตั้งแต่ เที่ยงคืนถึงตีสาม
วันนั้นผมตั้งใจไว้ว่าจะฝึกสมาธิอย่างเต็มที่
จึงคิดไว้ว่าจะฉันกาแฟเสียหน่อย เพื่อให้ตาสว่างได้ทั้งคืน
แต่พระที่อยู่เวรปานะจะต้องรอให้พระรูปอื่นฉันเสร็จก่อนจึงฉันได้
พอพระทุกรูปฉันเสร็จแล้วปรากฏว่าเวลามันเหลือน้อยแล้ว
พระหัวหน้าเวรของกิจผมท่านจึงสั่งให้รีบฉันแล้วเก็บของเลย
ผมคิดว่าเอาพวกกาน้ำ กระติกน้ำไปวางที่อ่างล้างเสียก่อน แล้วค่อยฉัน
จะได้ล้างแก้วไปพร้อมกันเลย

พอไปวางเสร็จขณะที่กำลังจะเทกาแฟลงแก้วนั้น หลวงพี่ที่อยู่กิจเดียวกันนั้น
ก็มาห้ามเอาไว้บอกว่าทำงานของส่วนรวมให้เสร็จก่อนอย่าพึ่งฉัน
ตอนนั้นผมไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
เพราะผมไม่ได้กะจะนั่งฉันนานๆ แค่ 10 วินาทีก็ฉันเสร็จแล้ว
อีกอย่างกิจอย่างอื่นก็ไม่ได้รีบอะไรเท่าไหร่
แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรก็ไปทำด้วยใจขุ่นๆนิดๆ
ในระหว่างเดินไปทำกิจนั้น หลวงพี่ท่านก็เทศน์ผมตลอดทาง
ใจความประมาณว่า ท่านก็เคยเป็นอย่างผม เห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม
ตอนนั้นใจผมจากที่มีแต่ควัน ก็เริ่มเห็นสะเก็ดไฟร้อนๆ แล้ว
อยู่ดีๆ ก็มาว่าผมเห็นแก่ตัว…

หลังจากนั้นพอกลับมาเพื่อล้างกระติก กาน้ำ ขณะที่ผมกำลังล้างอยู่
จู่หลวงพี่ท่านก็พยายามมาแย่งฟองน้ำจากมือผมแล้วบอกว่า

“เอามาให้ผมล้าง ท่านล้างอย่างนี้ไม่เสร็จหรอก ไปฉันเถอะไป”

ตอนนั้นผมปี๊ดมากครับ ไฟลุกพรึบขึ้นมาทันที
มาดูถูกการล้างจานของผมได้ไง ผมไม่ใช่ลูกคุณหนูที่ล้างจานไม่เป็นนะ
อยู่ที่บ้านผมต้องทำงานบ้านเองตลอด ล้างจาน รีดผ้า ขัดห้องน้ำ
ผมเคยไปช่วยงานบุญ ผ่านการล้างจานเป็นพันๆ ใบ
แบบล้างมื้อเช้าเสร็จมื้อเที่ยง มื้อเที่ยงเสร็จมื้อเย็นมาแล้ว
เรื่องการล้างจานผมไม่เป็นรองใครแน่นอน บลา บลา บลา…
ผมคิดโดยไม่ได้ตอบโต้ออกไป ในขณะที่หลวงพี่ก็พยายามแย่งฟองน้ำต่อไป
จนผมทนไม่ไหวจึงกระแทกเสียงพร้อมทั้งฟองน้ำใส่มือหลวงพี่รูปนั้นว่า

“เอ้า อยากล้างนักก็ล้าง”

เสร็จแล้วผมก็ไปหยิบฟองน้ำที่อยู่ถัดออกไปมาล้างต่อพร้อมคิดในใจว่า
‘เห็นไหม ถ้าอยากช่วยจริงก็เอาอันอื่นก็ได้ ไม่ต้องมาดูถูกันอย่างนี้ โธ่!’
แต่ยังไม่จบแค่นั้นครับ พอล้างเสร็จ หลวงพี่เขาก็บอกว่า
“อ่ะๆ ไปฉันได้แล้ว ไป”
จากไฟที่ลุกโชนคราวนี้เหมือนมีคนมาเติมเชื้อเลยครับ
มาว่าผมโลภกินอย่างนี้อีก ท่านคงคิดว่าผมตะกละอยากฉันมากจึงหงุดหงิดใส่ท่าน
แล้วทีท่านแอบฉันก่อนแล้ว ไม่ตะกละกว่าเหรอ บลา บลา บลา…
ตอนนั้นผมไม่สนใจกาแฟแล้ว รีบเดินกลับกุฎด้วยอาการโทสะร้อนสุดๆ
เพราะไม่อย่างนั้นผมคงเก็บคำพูดที่เต็มไปด้วยความโกรธของผมไม่อยู่แน่ๆ

ผมกลับมานั่งในกุฏิด้วยอารมณ์ฉุนสุดๆ
คิดถึงการตอบโต้ต่างๆ ที่ผมน่าจะทำแต่ไม่ได้ทำ
…ผมน่าจะสวนไปอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะการอยู่เฉยๆ
มันเป็นเหมือนการยอมรับในสิ่งที่เขาว่า
…ผมไม่ควรยอมในเรื่องที่มันไม่จริง
ผมควรจะมั่นใจในความถูกต้องของตัวเองในการอยู่กับผู้อื่น
…ที่ผ่านมาผมไม่เคยอู้งาน ไม่เคยลากิจ
ไม่เคยกลับก่อน ไม่ค่อยนอนกลางวัน  ไม่เคยฉันปานะนอกเวลา
… บลา บลา บลา

ผมอยู่กับตัวเองพักใหญ่ๆ  จนไฟโทสะค่อยๆ สงบลงเรื่อยๆ
แล้วเมื่อมันเย็นได้ที่ สติก็แว๊บเข้ามาจนผมต้องหัวเราะกับตัวเอง

 “โธ่เอ๋ย ไอ่เปรม แกแพ้อีกแล้ว”

“ทุกอย่างที่แกคิดทั้งหมดมันก็แค่ ข้ออ้าง เท่านั้น ความจริงตอนนี้คือแก โกรธ และแกพ่ายแพ้ต่อตัวเอง”

“แกสัญญากับตัวเองว่าบวชเป็นพระเพื่อฝึกฝนจิตใจ จะไม่โกรธ
ไม่ตอบโต้ใคร แล้วนี่อะไร พอพ่ายแพ้แล้วก็หาข้ออ้าง ไปเรื่อย”

“ง่ายๆ คือ แกโกรธ ถึงแม้ว่าคนอื่นจะทำอย่างไรกับแก แกมีเหตุผลสนับสนุนมากมายแค่ไหน แต่แกก็ โกรธ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี แล้วแกตั้งใจแล้วว่าจะไม่ทำ”

 “ข้ออ้างของแก ไร้สาระที่สุดในโลกเลยหวะ”

ตั้งแต่วันนั้นผมสัญญากับตัวเองว่า ชีวิตนี้ ผมจะไม่เอาชนะใครอีก
คนๆเดียวที่ผมจะเอาชนะ คือ (กิเลสของ) ตัวเอง
และไม่มีข้ออ้างใดๆ สำหรับความพ่ายแพ้
ซึ่งไม่ใช่ว่าผมจะสามารถชนะได้ทันทีนะครับ
ณ ตอนนี้ ผมก็ยังโมโหทุกครั้งเวลาใครมาต่อว่า
แต่อย่างน้อยผมก็มีเป้าหมายไว้แล้วว่า  ผมจะต้องทิ้งนิสัยแบบนี้ไปให้ได้
(และอีกหลายๆ อย่างที่เข้าคิวรอการแก้ไข)

รุ่งขึ้นหลังจากคิดหาวิธีสานสัมพันธ์ระหว่างผมกับหลวงพี่เพื่อไม่ให้มองหน้ากันไม่ติด
ผมจึงหาโอกาสเหมาะๆ แล้วไปขอขมาท่าน เหตุที่ว่าผมคิดไม่ดีกับท่าน
ท่านก็เทศน์สอนผมมาอีกหน่อยหนึ่งเรื่องทิฐิมานะ
ซึ่งคราวนี้เนื่องจากเตรียมตัวมาดี ผมจึงไม่เกิดอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น แล้วก็น้อมรับคำสอนของท่าน…

เหตุผลบนโลกนี้มีเยอะนะครับ
แต่จะมีสักกี่เหตุผลที่ยกขึ้นมาเพื่อกำราบกิเลสของตัวเอง ไม่ใช่ เพื่อสนับสนุนมัน

(โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 8 ข้ออ้างของความพ่ายแพ้ 2 : ชัยชนะเล็กๆ)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s