บวช ตอนที่ 6 สังขารไม่เที่ยงหนอ

  วันนึงคุณจะตาย!

อย่างที่บอกเมื่อตอนที่แล้วว่า ในวันบวชของผมก็เป็นวันฌาปนกิจศพของโยมท่านหนึ่งเช่นเดียวกัน
งานศพกับวัดเป็นของคู่กันครับ
จริงๆ แล้วในสมัยพุทธกาล พระไม่ได้มีหน้าที่สวดศพอย่างนี้
เพียงแต่เมื่อมีการทำพิธีเผาศพ พระจะไปเอาผ้าบังสุกุลห่อศพที่เขาทิ้งมาทำเป็นจีวร
จึงเป็นที่มาของการถวายผ้าบังสกุลในงานศพมาถึงปัจจุบัน
 และผมว่างานศพนี่แหละ เป็นการดึงคนเข้าวัดได้อย่างดีเลยหละ
เพราะถ้าไม่มีงานศพ ก็ยากที่คนจะเข้าวัดกันได้

ผมไปงานศพไม่บ่อยนัก
แต่ก็สังเกตได้ว่า พิธีศพของวัดป่า ต่างจากวัดบ้านพอสมควรเลย
ข้อแรกคือ พระที่นี่ไม่รับเงิน(เป็นของส่วนตัว)
ทำให้คุณไม่ต้องใส่ซองให้พระใดๆทั้งสิ้น
และพระจะขึ้นสวดศพให้ทั้งวัด ไม่จำกัดแค่เพียงสี่รูปเหมือนทั่วๆไป
ขั้นตอนทุกอย่างของงาน คือฟรีทั้งหมดโลงฟรี เผาฟรี เตรียมดอกไม้จันทน์ให้ด้วย
(ยกเว้นจะตกแต่งดอกไม้ ที่แท่นศพ หรือของแจกญาติโยมจะต้องจัดการเอง)

ส่วนบทสวดก็จะต่างออกไปเช่นกัน  คือนอกจากสวดอภิธรรมแล้ว
(อภิธรรมคือหลักธรรม  สวดให้คนมาร่วมงานฟัง มิได้สวดให้ศพเลย)
พระป่าจะมีการสวดรับผ้าบังสุกุล
ซึ่งเพื่อให้ญาติโยมเข้าใจความหมาย พระท่านก็จะสวดแปลให้ด้วย : D
มีความดังนี้ครับ

อะนิจจา วะตะ สังขารา       สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
อุปปาทะวะยะธัมมิโน          มีความเกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ        ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป
เตสัง วูปะสะโม สุโข ฯ        ความเข้าไปสงบระงับสังขารทั้งหลายเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้

สัพเพ สัตตา                                  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
มะรันติ จะ มะริงสุ จะ มะริสสะเร    ตายแล้วด้วย กำลังตายอยู่ด้วย และจะต้องตายอีกด้วย
ตะเถวามัง มะริสสามิ                     เราก็จักต้องตายอย่างนั้นเหมือนกัน
นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย ฯ             ความสงสัยในเรื่องความตายนี้ ย่อมไม่มีสำหรับเรา

ไม่รู้ทำไมแต่ผมจำบทสวดเหล่านี้ขึ้นใจพอๆ กับบทสวดทำวัตรเลยทีเดียว
ถ้าฟังดูเผินๆ ญาติโยมอาจจะนึกว่าพระกำลังแช่งอยู่
แต่จริงๆ ความตายคือความจริงที่ใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับ
เพียงแต่คนเรามักจะพยายามไม่พูดถึงมัน และถือว่าการพูดถึงความตายเป็นลางไม่ดี
ผมก็มักโดนที่บ้านว่าผมปากเสียบ่อยๆ เพราะผมพูดคำว่าตายง่ายเหลือเกิน

การพูดถึงความตายเป็นการมองในแง่ลบหรือเปล่า?
ผมว่าใช่นะ ถ้าเรากลัวความตาย
แต่มันจะเป็นการมองโลกในแง่ดีมากๆ ถ้าคุณมีสติอยู่กับมัน
อายุขัยของคนเราสั้นนะครับ ถ้าเรานึกได้ว่าเราก็มีสิทธิตายวันตายพรุ่ง
เราจะไม่ลังเลเลยที่จะทำสิ่งที่ควรทำ ในวันนี้ เวลานี้ เดี๋ยวนี้
ชีวิตของคนเราไม่เที่ยงจริงๆ ครับ และผมก็เห็นได้ชัดตอนมาอยู่วัดนี้แหละ…

หลังจากผมบวชได้สองวัน ตอนบ่ายๆ ก็ได้ข่าวว่ามีโยมท่านหนึ่งเสียชีวิต
โยมคนนั้นเป็นโยมอุปัฏฐากเก่าแก่ของวัดครับ พระรู้จักกันในชื่อโยมผู้พัน ด้วยยศของท่าน
โยมผู้พันในวัยเจ็ดสิบกว่า ท่านป่วยเป็นโรคเรื้อรังอะไรผมก็ไม่ทราบ
แต่ท่านก็มาใส่บาตรทุกวันไม่เคยขาด ทั้งๆ ที่สังขารไม่อำนวยแล้ว
และเช้าวันนั้นโยมผู้พันก็ยังนั่งใส่บาตรให้พระอยู่เลย
แต่ตอนบ่ายๆ ร่างที่ไร้วิญญาณของท่านก็ถูกแบกขึ้นศาลาแทน

เนื่องจากเป็นโยมอุปัฏฐากที่คอยอุ้มชูวัด ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งใหม่ๆ
ทำให้หลวงพ่อใหญ่พร้อมด้วยพระผู้ใหญ่จากวัดสาขาต่างๆ มาร่วมพิธีศพเป็นจำนวนมาก
ราวๆ ว่าน่าจะถึงหลักร้อยรูป
ในขณะที่แขกก็มากันล้นวัดทีเดียว
บ่งบอกได้ชัดเจนทีเดียวว่า ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ได้ทำคุณงามความดีไว้ขนาดไหน

หลังจากฌาปนร่างอันไร้วิญญาณของท่านแล้ว
ผมก็ได้มีโอกาสไปล้างเมรุที่พึ่งเผาศพท่านไปครับ
ตอนนั้นผมเห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขารเลย
เมื่อสองสามวันก่อนผมเห็นท่านยังเป็นคนอยู่ ต่อมาก็เป็นร่างอันไร้วิญญาณ
และตอนนี้ก็กลายเป็นเศษเถ้ากระดูกที่ผมกำลังกวาดทำความสะอาดอยู่

ร่างกายคนเราก็มีแค่นี้จริงๆ ครับ
ที่เราเคยติดว่ามันสวยมันงาม ทั้งร่างกายของเราเอง
หรือร่างกายของคนที่เรารักเราพอใจ
พอไม่มีวิญญาณอาศัยอยู่แล้ว ก็ไม่มีใครอยากเก็บมันไว้
ไร้ค่ากว่าท่อนไม้ท่อนฝืนเสียอีก
แล้วที่เรายังหลงอยู่ ยังติดอยู่ เราติดที่อะไรกันแน่…

ที่วัดจะเน้นเรื่องการพิจารณากายสังขารพอควรทีเดียวครับ
 
เริ่มจากที่หน้าศาลา วัดทั่วไปอาจจะมีปูนปั้นเป็นรูปพญานาคสวยงาม
แต่ที่นี่จะมีโครงกระดูกตั้งโชว์อยู่ครับ เราเรียกเค้าว่า สำเริง
สำเริงมรณะตอนอายุ 16 ปี ด้วยเหตุอะไรมิทราบ
แต่สำเริงกลายเป็นที่พิจารณาสังขาร และร่างกาย สำหรับคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
ในตู้กระจกนั้นยังมีรูปของสำเริงตอนถูกผ่ากลาง เห็นเครื่องในทั้งหมดที่พอจะเห็นได้
พร้อมทั้งคำบรรยายว่า
‘เมื่อก่อนเราก็เป็นเหมือนท่าน แต่อีกไม่นานท่านก็จะเป็นเหมือนเรา’

ผมเคยไปวัดสาขา บางแห่งก็จะนำเอาผ้าห่อศพที่ยังมีเลือดติดอยู่ มาใส่กรอบแขวนโชว์ไว้
รวมถึงในกุฏิของหลวงพี่บางรูป ก็มีรูปศพติดไว้บนหัวที่นอนเลยทีเดียว

พระที่บวชในพรรษานั้นก็จะได้หนังสือ กายคตาสติ ของหลวงตามหาบัว
ซึ่งข้างในจะอัดแน่นด้วยภาพ ที่คนใจแข็งไม่พอไม่ควรดู

ขอจบห้วนๆด้วย ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า
ถึงความไม่เที่ยงของสังขารเลยนะครับ ดังนี้

“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว
วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ”

“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ”

(โปรดติดตามตอนต่อไป  ตอนที่ 7 ข้ออ้างของความพ่ายแพ้)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s