บวช ตอนที่ 5 พระปลายแถว

ระยะเวลาสัปดาห์แรกของการอยู่วัด
ผมใช้เวลาว่างอันน้อยนิดส่วนใหญ่ไปกับการ ขุดดิน ซักผ้า และท่องคำขานนาค
ผมพยามจะท่องคำขานนาคหรือคำขอบวชนี้ให้ได้เร็วที่สุด
เพราะยิ่งช้าเท่าไหร่ก็จะได้บวชช้าเท่านั้น

อีกหนึ่งความแตกต่างระหว่าง ธรรมยุตินิการกับมหานิกายคือคำขอบวชครับ
ของธรรมยุตินิกายเรียกว่าการขอบวชแบบ เอสาหัง 
ซึ่งเป็นภาษาบาลีมีความยาวประมาณสามหน้ากระดาษ
แต่ถ้าเทียบเอาเนื้อหาที่ต้องท่องจริงๆ ก็จะไม่เยอะเท่าไหร่
เพราะเป็นบทซ้ำๆ กัน เปลี่ยนเฉพาะ ทุติยัมปิ กับ ตติยัมปิ เฉยๆ
(ใครจะเตรียมบวช ไปฝึกท่องก่อนได้ที่นี่ครับ http://www.salatham.com/ordane/ritual2.htm )

ผมใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์จึงคล่องทั้งบทท่องและพิธีการบวช
เมื่อพระอาจารย์ติดต่อเพื่อกราบเรียนหลวงพ่อใหญ่
จึงทราบว่าหลวงพ่อท่านให้นิมนต์พระอุปัชฌาย์มาบวชให้ผมแทน
ซึ่งผมดีใจเหมือนกันเพราะถ้าหลวงพ่อใหญ่ต้องเดินทางมาจากโคราช
เพื่อบวชให้ผมคนเดียว ผมคงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่แน่ๆ
ต่อมาพระอาจารย์จึงให้ ผมเดินทางไปนิมนต์เจ้าคณะอำเภอเด่นชัยมาเป็นพระอุปัชฌาย์ให้
ซึ่งก็นัดแนะเวลาได้เป็นวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม
ซึ่งเท่ากับว่าผมอยู่เป็นผ้าขาว ครึ่งเดือนพอดี

เมื่อได้วันบวชแล้วก็ถึงคราวแจ้งข่าวให้ญาติๆ เพื่อนๆ ทราบ
แต่ที่วัดมีโทรศัพท์มือถือสำหรับพระอยู่เครื่องเดียวคือ โทรศัพท์ของพระอาจารย์
ผมจึงเรียนขอยืมท่าน ท่านก็ให้โทรเดี๋ยวนั้น
ด้วยความเกรงใจ+เกรงกลัวพระอาจารย์  ผมจึงโทรบอกพี่สาวแค่คนเดียว
แต่ด้วยเคยสัญญากับเพื่อนหลายๆ คนว่าถ้าบวชเมื่อไหร่แล้วจะบอก
ผมจึงแอบยืมโทรศัพท์โยมที่มาวัดบ่อยๆ โทรหาคนอื่นๆ
(จริงๆ มารู้ภายหลังว่า ไม่ต้องแอบก็ได้ ถ้ามีธุระ + มีพระรูปอื่นนั่งฟังอยู่ด้วยก็คุยได้เป็นปกติ)
ผมไล่โทรตามเบอร์ที่จดมา ปรากฏว่ามีคนรับแค่สองเบอร์
จึงมีคนรู้ข่าวว่าผมบวชน้อยมากๆ

ขั้นตอนต่อมาก็คือการเลือกฉายาพระ
ตอนแรกนั้นพระอาจารย์ให้ผมลองเลือกเองจากหนังสือตั้งฉายาพระ (ไม่น่าเชื่อว่ามีด้วย!!)
ด้วย ความที่ผมเกิดวันศุกร์ ชื่อที่เหมาะสมจะต้องนำหน้าด้วยอักษรบริวารคือ ส เสือ หรือ ห หีบ และห้ามมีตัวอักษรกาลกิณี  ซึ่งส่วนใหญ่มันไม่คล้องกับชื่อ เปรม ของผมเลย
พระอาจารย์ดูชื่อที่ผมเลือกมา และ้วไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่
เลยถามผมว่าผมต้องการอะไรในชีวิต
ผมคิดสักครู่นึง จึงตอบไปว่า
ผมเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จตามที่ตั้งใจเท่าไหร่ ผมอยากทำอะไรให้สำเร็จบ้าง

พระอาจารย์เปิดดูตำราสักครู่ใหญ่ๆ ก็ไม่เจอชื่อที่ถูกใจอาจารย์
.”เอาหละ จิ้มเลยละกัน”
พระอาจารย์ พูดพลางหัวเราะแล้วก็หยิบปากกาขึ้นจิ้มหนังสือหน้านั้น
นี่เป็นที่มาของฉายาผมครับ “สุปะติฏฺฐิโต” แปลว่า ผู้ดำรงมั่นดีแล้ว

ถึงแม้จะอ่านยากไปหน่อย แต่ผมชอบชื่อนี้มากครับ
เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่
จิตใจไม่ค่อยมั่นคง และไม่ค่อยกล้าในการทำสิ่งต่างๆ ที่คิด
ชื่อนี้จึงเหมือนเป็นเครื่องช่วยเตือนตัวผมเองว่า
เมื่อผมดำรงมั่นว่าสิ่งที่จะทำดีแล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรอีก ^^

เนื่องจากหลังจากโทรศัพท์คราวนั้น
ผมก็ไม่ได้ติดต่อที่บ้านอีกจึงไม่รู้ว่าจะมีใครมางานผมบ้าง
ปรากฏว่าญาติผมมากันทั้งตระกูลเลยครับ ^^  ซึ่งผมดีใจมากๆ
เล่นเอาอยากกลับบ้านไปพร้อมกับเค้าเลย😀
พิธีการบวชเป็นอะไรที่น่าประทับใจมากครับ
เริ่มจากการขอขมาญาติ
ซึ่งผมได้มีโอกาสกราบที่ตักพ่อซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยากมากๆครับ
ลำพังแค่คุยกับพ่อยังยากเลย😀 แต่ผมดีใจมากๆ นะ… ^^

หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็ปลงผมให้ด้วยตัวท่านเอง
ซึ่งผมพึ่งรู้วันนั้นแหละว่า หัวผมแหลมชะมัด แล้วหน้าตอนไม่มีคิ้วนี้ก็ดูพิกลๆ 555
พอทำพิธีเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้เครื่องแต่งการของผมเปลี่ยนไปแล้ว
ตอนนั้นเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ
คือผมรู้สึกว่าความรู้สึกนึกคิดของตัวเองยังเป็นคนเดิม
แต่เหมือนมีอะไรมาบอกว่าเราไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป…

หลังจากให้ญาติๆ มาใส่บาตรดอกไม้เสร็จ ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ส่วนพระตี้ (ผมชื่อเล่นชื่อตี้นะครับ แต่อยู่ข้างนอกไม่ค่อยได้ใช้)
ก็เริ่มปฏิบัติงานของพระอันแรกเลยทันที
คือการสวดมาติกา (หรือสวดศพ) และจูงศพไปที่เมรุของวัด
ออ ลืมบอกไป พอผมได้วันบวชเรียบร้อย วันต่อมาก็มีศพเข้ามาที่วัดเลยครับ
ซึ่งหลวงพี่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นอย่างนี้ประจำ
คือจะมีงานศพพร้อมกับงานบวชบ่อยๆ

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากผ้าขาวเป็นพระนั้น มีหลายอย่างเลยครับ

อย่างแรกคือพฤติกรรมหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปเช่น
ต้องนั่งปัสสาวะ ต้องห่มผ้าอาบน้ำ ต้องใช้ผ้าปูนั่ง
และอีกอย่างที่เป็นปัญหามากคือการพูดจา
ผมไม่ต้องยกมือไหว้เวลาพูดกับใครอีกแล้ว
นอกจากพระที่พรรษามากกว่าตัวเองห้าพรรษาขึ้นไป
แต่ตอนเป็นผ้าขาวต้องยกมือไหว้แทบตลอดเลยครับ กับแม่ชีที่โกนหัวด้วย
ทำให้ตอนเป็นพระแรกๆ ผมยังลืมตัวรับไหว้โยมอยู่เป็นประจำ
แล้วพระก็ไม่ควรมีหางเสียง ‘ครับ’ กับโยมด้วย
ทำให้เวลาพูดแล้วดูห้วนๆ ชอบกลครับ
(จริงๆพระจะใช้คำว่า ‘เจริญพร’ แทน ‘ครับ’  แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ :P)

อย่างที่สองคือที่นอน ผมย้ายไปนอนกุฏิสำหรับพระจริงๆ
ซึ่งเป็นเรือนไม้ตีขึ้นง่ายๆ ขนาด 2.5 เมตร x 2.5 เมตร
สูงประมาณสามเมตร ยกจากพื้นประมาณ 0.6 เมตร
ประมาณว่าเดินจากประตูได้สามก้าวก็ถึงผนังอีกฝั่งหนึ่งแล้ว
เฟอร์นิเจอร์ในกุฏิก็มีเพียงเสื่อหนึ่งผืนกับพัดลมอีกหนึ่งตัวแค่นั้นครับ
ด้วยความที่กุฏิตั้งอยู่ในป่า ทำให้มีเพื่อนร่วมชายคาเป็นสัตว์นานาชนิด
คิดดูว่ากุฏิหลังจิ๋วนั้นมีตุ๊กแกอยู่สามตัว -“- มดนานาสายพันธุ์
แมงมุมยักษ์หลายตัว จิ้งจก และที่ผมทะเลาะกับมันบ่อยที่สุดคือ
แมลงสาบครับ ถึงแม้ไม่มีอะไรให้มันกินมันก็ยังคอยเดินเผ่นผ่านอยู่ตลอดเวลา
ไต่หน้าบ้าง ไต่ตัวบ้าง ไล่ก็ไม่ยอมไป  >: )
แต่ถึงอย่างไรผมก็ชอบกุฏิของผมมากครับ
ผมว่าเป็นที่นอนที่ผมหลับสนิทที่สุดในชีวิตเลยหละ ^^

ความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดท้ายก็คือการเดินบิณฑบาตครับ
จากลูกมือช่วยเหลือพระ ผมก็ถูกโยกไปอยู่ท้ายแถวตามลำดับพรรษา
เป็น พระปลายแถว ไป
การเดินบิณฑบาตวันแรกเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นมากครับ
หลวงพี่หลายคนเตือนให้ระวังบาตรจะหล่นเอา
เพราะมีกฎว่าใครทำบาตรหรือฝาบาตรตกจะต้องอดฉันในวันนั้น 
แล้วเจ้ากรรมวันนั้นฝนเกิดตกขึ้นมาด้วยครับ
ทีนี้ลำบากคูณสองเลย ร่มก็ต้องถือ บาตรก็ต้องอุ้ม
เปิดฝาบาตรก็ยังไม่คล่อง จีวรก็จะหลุด(เนื่องจากห่มยังไม่ค่อยเป็น)
รัดประคด(เข็มขัดพระ)ก็ไม่แน่น สบงก็เลื่อนต่ำลงทุกที
ยังไม่แค่นั้นครับ เนื่องจากเป็นพระปลายแถว
ญาติโยมจึงมักจะ ‘นิมนต์หมดเลย’ ก็คือพระองค์สุดท้ายจะได้รับข้าวมากเป็นพิเศษ
ผมกะเอาคร่าวๆ คิดว่าแต่ละวันผมได้รับบิณฑบาต เฉพาะข้าวสวยประมาณ 3-5 กิโล
สุดท้ายการบิณฑบาตวันแรกนั้นผ่านมาได้ด้วยดีครับ : )

เส้นทางการบิณฑบาตของวัดจะเป็นการเดินจากวัดเข้าไปวนในตลาด
ซึ่งของใส่บาตรส่วนใหญ่นอกจากข้าวสวยแล้ว
ก็จะเป็นผักสด ขนมปัง และที่ขาดไม่ได้คือยาคูลท์หรือนมเปรี้ยว
ซึ่งเมื่ออาจารย์บิณฑบาตได้มาก็จะเอานมเปรี้ยวพวกนี้มาแจกญาติโยมที่ใส่บาตรอีกที
เพราะของใส่บาตรมันเยอะจริงๆ พระกับแม่ชีฉันกันทั้งวัดก็ไม่หมด

ด้วยพุทธบารมีของพระพุทธเจ้านี่เอง
ที่ทำให้พระสงฆ์สาวกของพระองค์เลี้ยงชีพอยู่ได้ ไม่เคยขาดเลยจริงๆครับ
หลวงพี่องค์หนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ตอนไปธุดงค์ ขอให้เจอบ้านคนเถอะ พระไม่มีอดแน่ๆ
ยังไงก็จะมีคนใส่บาตรเสมอ 
และสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดในการบิณฑบาตก็คือ
ญาติโยมที่มาใส่บาตรนี่แหละครับ เพราะไม่ว่าฝนจะตกน้ำจะท่วมหรือจะหนาวแค่ไหน
ญาติโยมที่ใส่บาตรประจำ ก็ไม่เคยขาดการใส่บาตรเลยสักวันเดียวครับ

ผมว่าความใจบุญของคนไทยนี่แหละ จะทำให้ประเทศเราตั้งอยู่ได้
ถ้าคนไทยมีน้ำใจให้กันเสียอย่าง ทะเลาะกันยังไงก็กลับมาดีกันได้ครับ
และขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเถิด

(โปรดติดตามตอนต่อไป สังขารไม่เที่ยงหนอ)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s