บวช ตอนที่ 4 ชั่วโมงแห่งความเจ็บปวด

อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า ตารางกิจวัตรประจำวันของวัดนั้น
จะมีการนั่งสมาธิอยู่สามช่วงด้วยกันคือ
นั่งสมาธิเช้า นั่งสมาธิกลางวัน และนั่งสมาธิเย็น
การนั่งสมาธิช่วงเช้านั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก
เพราะมันคือเวลาประมาณตีสามครึ่งหลังสวดมนต์เสร็จ
พูดกันตรงๆคึอ ผมยังเมาขี้ตาไม่หายเลย เพราะฉนั้นจึงเป็นการนั่งหลับเสียส่วนมาก 😛
ส่วนการนั่งสมาธิกลางวันก็เช่นเดียวกัน ผมก็จะนั่งพร้อมกับอาการหนังท้องตึงเสมอๆ

น่าแปลกที่เวลาเย็นเป็นเวลาที่คนเราตื่นเต็มตาที่สุด ในขณะที่ท้องฟ้ากำลังจะลาลับ
การนั่งสมาธิตอนเย็นจึงเป็นอะไรที่จริงจังกว่าตอนเช้าและกลางวัน
จำได้ว่าวันแรกที่ผมไปถึงวัดนั้น ผมก็เข้าไปทำวัตรเย็นพร้อมกับพระทันที
หลังทำวัตรเสร็จหลวงพี่ท่านหนึ่งก็ลุกขึ้นไปปิดไฟ
โดยไม่ต้องบอกกล่าว พระทุกรูปก็จัดท่านั่งแล้วเริ่มนั่งสมาธิทันที
ถ้าใครเคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมอาจจะคุ้นชินกับการนำสมาธิของ พระบ้าง อาจารย์บ้าง
แต่เมื่อเป็นพระแล้วจะไม่มีอะไรอย่างนั้น หน้าที่ของพระคือการปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว
ดังนั้นการนั่งสมาธิจึงไม่ต้องมีใครมาคอยบอกคอยสอนอีก

การฝึกวิปัสนาเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคาดหวังจากการบวชครับ
ก่อนไปวัดเดือนนึง ผมฝึกทำสมาธิด้วยตัวเองประมาณวันละ 15-30 นาที
เพราะฉนั้นเมื่อถึงช่วงทำสมาธิผมจึงมุ่งมั่นเป็นพิเศษ
วันแรกนั้นผมเริ่มนั่งสมาธิตามพระท่านด้วยความสุขใจ
ผมเลือกใช้วิธีอานาปานสติธรรมดา คือการกำหนดรู้ลมหายใจ
พุทธ…โธ…พุทธ…โธ…
สลับกับความคิดฟุ้งซ่านเป็นระยะๆ
เวลาผ่านไป ผ่านไป ต้นขาเริ่มปวดนิดๆ ปลายเท้าเริ่มชา
จนผมทนไม่ไหว ผมจึงขยับขาเปลี่ยนท่าเล็กน้อยแล้วนั่งต่อ
เวลาผ่านไปอีกสักระยะ ไม่มีทีท่าว่าพระท่านจะเลิกสมาธิ
ผมคิดว่ามันชักจะนานไปจึงลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่ผ้าขาวอีกคนซึ่งลืมตาแล้วเช่นกัน
ผมทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามเพื่อถามเวลาที่จะเลิก
เขาชูสองนิ้วเป็นคำตอบ ซึ่งก็หมายความว่าพระนั่งสมาธิกันสองชั่วโมง
ผมหันไปมองนาฬิกาแล้วพบว่ามันผ่านไปเพียง 45 นาทีเท่านั้น
ผมเริ่มนั่งสมาธิต่อ แต่ความสุขแบบตอนเริ่มนั่งนั้นเริ่มหายไป
ทำไมหนอ เวลานั่งดูหนังสองสามชั่วโมงเรายังทนได้สบายๆ
แต่นี้ไม่ทันไรเราก็เริ่มเบื่อเสียแล้ว..

หลังจากสองชั่วอันยาวนานสำหรับผม พระอาจารย์ก็เคาะกระดิ่งเพื่อจบการนั่งสมาธิของวัน

“เหมือนเดิมนะ ใครไม่ขยับเลย ยกมือขึ้น”

พระอาจารย์กล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ
พระสองสามรูปซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระที่มีพรรษามากกว่าใคร ยกมือขึ้น

“ใครขยับหนึ่งครั้ง” พระสี่ห้ารูปยกมือขึ้น “เดินจงกรมครึ่งชั่วโมง”

“ใครขยับสองครั้ง” พระส่วนใหญ่ยกมือขึ้น “เดินจงกรมหนึ่งชั่วโมง”

“สามครั้ง” พระที่เหลือยกมือขึ้น “ชั่วโมงครึ่ง”

ตอนนั้นผมทำหน้าเหรอหรา นึกในใจว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอเนี้ย
ผมเริ่มนับว่าตัวเองขยับกี่ครั้ง..
เป็นสิบเลยครับ >< อย่างนี้ได้เดินกันถึงเช้าแน่นอน
แต่ด้วยอาศัยความเนียน บวกกับคิดว่าตัวเองเป็นแค่ผ้าขาว คงไม่ต้องทำกิจของพระ
คืนแรกนั้นผมจึงกลับที่พัก แล้วนอนทันที😀
แต่วันรุ่งขึ้นผมไม่รอดครับ
เมื่ออาจารย์บอกให้เดินจงกรมด้วยแต่ลดให้จากครั้งละครึ่งชั่วโมงเป็น 15นาที
ดังนั้นการนั่งสมาธิเย็นในวัดต่อๆ มาของผม
จึงเป็นเหมือนสมรภูมิของการเอาชนะตัวเอง โดยมีเวลานอนเป็นเดิมพัน
เพราะเมื่อต้องเดินจงกรมมากเท่าไหร่ เวลานอนก็จะเหลือน้อยลงเท่านั้น
คิดดูครับ นั่งสมาธิเสร็จสามทุ่ม เดินจงกรมต่ออีกสักชั่วโมงก็สี่ทุ่มแล้ว
มีเวลานอนแค่สี่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ต้องตื่นเพื่อมาทำวัตรให้ทันตอนตีสาม
(มิฉะนั้นก็จะโดนลงโทษอีก ซึ่งจะเล่าในตอนต่อๆไปครับ)

หลายๆ คนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า การนั่งนิ่งๆ ไม่ให้ขยับนั้นยากอย่างไร
ตอนแรกผมก็คิดว่าไม่น่าจะยากเท่าไหร่ครับ แต่พอเริ่มนั่งจริงๆ
สักครึ่งชั่วโมงความเจ็บปวดเล็กๆ ก็จะเริ่มมาเยือน
พอถึงชั่วโมงนึงความเจ็บปวดตัวจริงเสียงจริงก็ถาโถมเข้ามาแบบตั้งตัวไม่ติดเลยครับ
แล้วเวลานั้นเองก็เกิดการต่อสู้ระหว่างจิต กับ ทุกขเวทนา โดยมีลมหายใจเป็นผู้นั่งดู
ซึ่งผมจะพ่ายแพ้ตลอดครับ ยอมขยับขาเพื่อให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป

หลังจากผ่านอาทิตย์แรกไปผมเริ่มจริงจังมากขึ้น 
ผมหาหนังสือเกี่ยวกับการฝึกวิปัสนามาอ่าน
แล้วพบว่าทุกขเวทนานี้เป็นด่านแรกของการทำสมาธิที่ต้องผ่านไปให้ได้
เพราะถ้าเราปวดแล้วขยับอยู่เรื่อยๆ จิตก็จะไม่เป็นสมาธิเสียที
แล้วถ้าอดทนจนถึงจุดหนึ่ง ความเจ็บปวดก็จะหายไปเอง
เคล็ดลับก็คือ เราต้องตั้งใจให้แน่วแน่ก่อนนั่งว่าเราจะไม่ขยับเลย
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม แม้ว่าขาจะขาด ตัวจะตายก็จะไม่ขยับ

ผมเอาบ้าง…
ก่อนนั่งวันนั้นผมตั้งใจเป็นที่สุดว่าคืนนี้เราจะไม่ขยับไม่ว่าตัวเองจะเจ็บแค่ไหนก็ตาม
เรียกว่าจะเจ็บจนตายก็ยอมว่าอย่างนั้น
แต่ก่อนนั่งผมก็พบข่าวร้ายว่าอาจารย์เพิ่มเวลาเป็นสองชั่วโมงครึ่ง
 เพื่อความท้าทายของพระ
(จริงๆพระท่านปฏิบัติตั้งแต่เข้าพรรษาแล้ว เริ่มจากหนึ่งชั่วโมง แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)

ผมก็บอกตัวเอง เอาวะ สองชั่วโมงครึ่งก็สองชั่วโมงครึ่ง
เช่นเดิม พอเริ่มนั่งได้ครบชั่วโมง ความเจ็บปวดตัวจริงเสียงจริงก็ปรากฏ
ผมปวดมากบริเวณหัวเข่ากับต้นขาขวา อีกที่ตรงข้อเท้าซ้าย..
คำบริกรรมพุทธโธเริ่มหายไปเหลือแต่ลมหายใจกับความเจ็บปวดล้วนๆ ..
ความปวดทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ ทุกที
บางที่ปวดเกร็งๆ บางที่ปวดตุบๆ บางที่ปวดระบม
ผมชักทนไม่ไหวแต่ต้องข่มตัวเองให้ทนต่อไป..

ผมเริ่มสบถกับความเจ็บปวดเหล่านั้น ‘ไอ่ทุกข์เวทนาบ้า ข้าไม่ยอมแกหรอก ยังไงข้าก็จะไม่ขยับ’
เหมือนมันจะได้ยิน ความปวดทวีความรุนแรงขึ้น คราวนี้เริ่มลามมาที่หลังและก้นกบ
ผมพึ่งเข้าใจว่าเจ็บปวดจะเป็นจะตายก็คราวนี้แหละ ผมปวดจนน้ำตาไหล หายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเองเสียงความคิดก็ปรากฏขึ้นในหัวของผม

“นั่งทับขานานๆ เลือดไม่เดินระวังต้องตัดขาทิ้งนะ”
“เอาไว้สู้ใหม่วันพรุ่งนี้ก็ได้ วันนี้ขนดินมาทั้งวัน นั่งได้แค่นี้ก็เยี่ยมแล้ว”
“แกพึ่งมาวัดได้อาทิตย์เดียว จะไปสู้พระที่เค้าฝึกมาแล้วเป็นเดือนเป็นปีได้อย่างไร
หลวงพี่รูปข้างหน้าเค้าก็ขยับแล้วนะ แค่นี้เราก็เก่งมากแล้ว พอเถอะ”

ฟังดูมีเหตุผลดีไม๊ครับ แต่จริงๆแล้วมันก็เป็นเพียง ข้ออ้าง ที่เราหามาสนับสนุนกิเลสของตัวเองเท่านั้น
ผมบอกตัวเองว่าอย่าไปฟังเสียงของตัวเองเหล่านั้น
… เวลาอันแสนเจ็บปวดค่อยๆ ผ่านไปทีละวินาทีอย่างยากลำบาก

มาถึงตรงนี้ผมว่าทุกๆ คนต้องเชื่อว่าผมจะผ่านไปได้แน่นอน ใช่ไหมครับ
แต่ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะครับ…ผมแพ้
และตลอดเวลาที่อยู่วัด ผมนั่งได้นานที่สุดโดยไม่ขยับเพียงสองชั่วโมง
ซึ่งตอนนั้นเวลาของการฝึกเพิ่มเป็นสามแล้ว

หลังจากครั้งนั้นที่ผมตั้งใจมากๆ แล้วแพ้
ผมผิดหวังในตัวเองมาก ความมั่นใจในตัวเองหล่นวูบเลย
และมาเข้าใจภายหลังว่าผมตั้งเป้าโดยไม่ดูตัวเองเท่าไหร่
ผมต้องยอมรับความจริงว่าผมไม่ได้เข้มแข็ง ไม่ได้เก่งอย่างที่ตัวเองคิด
ลำพังจากคนที่นั่งได้แค่ครึ่งชั่วโมง
จะกระโดดข้ามไปสองชั่วโมงมันต้องอาศัยกำลังใจมากๆเลย
และความจริง การเอาชนะตัวเอง ไม่ใช่การเอาชนะได้เบ็ดเส็ดในครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่

ผมเคยได้ยินมาแล้วชอบมากๆ
การทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่สมบูรณ์แบบ
แต่เป็นการทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานแค่นิดเดียว นั่นก็เพียงพอกับคำว่าดีที่สุดแล้ว

สิ่งสำคัญคือเราจะต้องทำอย่างนี้ไปทุกวันๆ ต่างหากครับ ทำทุกๆ วันให้ดีขึ้นๆ วันละนิดก็พอ

ผมว่าการฝึกนั่งสมาธิของพระอาจารย์ สอนอะไรผมหลายอย่างเลยที่เดียว
ผมว่ามันเหมือนการจำลองสถานการณ์จริงของมนุษย์เมื่อเผชิญกับความทุกข์
คนเราแทบจะทั้งหมดเมื่อเผชิญหน้ากับความทุกข์ เรามักจะใช้วิธี หนีหรือยอมแพ้
และเราก็มักจะมีเหตุผลดีๆ เพื่อมาสนับสนุนว่าเราทำถูกแล้วเสียด้วย
เช่น เมื่ออยากกินเราก็ยอมตามใจปาก เมื่อเหงาเราก็หาเพื่อนหาอะไรมาทำแก้เหงา
เมื่อเบื่อก็เที่ยว เมื่ออะไรไม่ถูกใจก็ไม่ต้องอยู่กับมัน เมื่อปวดขาก็แค่ขยับขา…
ฟังดูก็ไม่เห็นเสียหายอะไรใช่ไหมครับ คนเรามีสิทธิ์ที่จะหาความสุขใส่ตัวกันทั้งนั่น
ถ้าปวดนักผมมีสิทธิ์ที่จะขยับขา ลาอาจารย์กลับบ้าน นอนแผ่บนโซฟา สบายจะตาย
จะเอาตัวไปทุกข์ทำไม อะไรก็ไม่ได้กลับมา เสียเวลาเสียการงานเปล่าๆ

แต่ความสุขเหล่านั้นเป็นเพียงแค่มายาครับ
เหมือนคนดื่มน้ำดับกระหายกลางทะเลทราย
ไม่นานเดี๋ยวมันก็กระหายขึ้นมาอีก
แล้วอีกอย่างความทุกข์บางอย่างเราหนีมันไม่ได้ เช่นถ้าคนที่คุณรักตายไป
คุณจะบอกว่าฟื้นขึ้นมาให้ฉันเป็นสุขเดียวนี้ หนะเหรอ…
ดังนั้นพอเจอความทุกข์ที่หนีไม่ได้เช่นนี้ เราจึงมักทุรนทุรายดิ้นพล่านกันจะเป็นจะตาย

(ในที่นี้ไม่ได้บอกว่า การหาความสุขใส่ตัวเป็นสิ่งไม่ดีนะครับ
เมื่อเราเกิดมาในชีวิตที่แสนสั้นนี้ เราควรจะมีความสุขกันมันอย่างเต็มที่ครับ
และความสุขที่ดีที่สุด ก็คือความสุขจากใจของเราเอง ไม่ใช่ความสุขจากภายนอกใดๆ)

วิธีที่ถูกต้องในการเผชิญหน้ากับความทุกข์ คือการดับจากต้นเหตุแห่งทุกข์จริงๆ
ซึ่งก็คือความยึดมั่นถือมั่น ในขันธ์ 5 อันไม่เที่ยงนี้ 
(ลองหาข้อมูลของขันธ์ 5 เพิ่มเองนะครับ)

ในการนั่งสมาธิแล้วปวดนี้ก็คือ เวทนาขันธ์ หรือความรู้สึกสุขทุกข์นั่นเอง
การพิจารณาความเจ็บปวดหรือทุกขเวทนาที่ถูกต้อง คือการสักแต่ว่า รู้
บางคนใช้คำบริกรรมเป็น ปวดหนอ คือให้รู้เฉยๆว่ามันเกิด ไม่ต้องไปปรุงแต่งเพิ่มเติม
เช่น ปวดจริงๆ เลยหนอ ปวดไม่ไหวแล้วหนอ เมื่อไหร่จะหายปวดหนอ ฯลฯ
แล้วเราก็จะพบว่า เดี๋ยวความเจ็บปวดเหล่านี้มันก็จะหายไปเอง
เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
เปล่าประโยชน์ที่จะเอามันมาเป็นของเรา หรือจะต้องมารู้สึกจะเป็นจะตายกับมัน

ผมอาจจะเล่าวิธีการปล่อยวางทุกข์พวกนี้ได้ไม่ดีนัก เพราะผมก็ยังแบกทุกข์อยู่เต็มอก
แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่า สักวันนึงมันจะต้องหมดไป…

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s