บวช ตอนที่ 3 ทฤษฎีผ้าขาว

ตอนนี้และตอนต่อๆไป อาจจะไม่ค่อยเรียงตามลำดับของเวลาที่เกิดนะครับ
อาจจะมีทั้งก่อนและหลังบวชปนๆ กันไป อย่าพึ่งสับสนนะครับ
ต่อไปผมจะเขียนเป็นเรื่องๆ ไปแทน เพื่อจะให้ทุกคนมาร่วมถกกันได้ด้วยครับ ^^

ตอนที่ 3 ทฤษฎีผ้าขาว

ก่อนเริ่มผมขอถามคำถามทิ้งไว้สองข้อก่อนนะครับ
คุณอยากเป็นคนดีหรือป่าว? กับ คุณอยากดูเป็นคนดีหรือป่าว?

ในระหว่างที่ผมอยู่ปฏิบัติธรรมก่อนบวชนั้น ชื่อของผมถูกเปลี่ยนเป็น ผ้าขาว โดยปริยาย
ไม่ว่าจะเป็นพระในวัด แม่ชี หรือแม้แต่ชาวบ้านแถวๆ นั้น ก็จะเรียกผมด้วยชื่อนี้

ผ้าขาว หรือ ปะขาว เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่นุ่งขาวห่มขาวอยู่ปฏิบัติธรรมในวัด
ซึ่งหน้าที่ของผ้าขาว นอกจากจะต้องถือศีลแปดและปฏิบัติธรรมเหมือนกับพระแล้ว
ยังจะต้องรับหน้าที่รับใช้พระ เช่น
การหยิบของออกจากบาตรพระตอนบิณฑบาต ล้างกระโถนพระ การประเคนอาหารให้พระ
และทำกิจที่พระทำไม่ได้ เพราะพระทำแล้วจะอาบัติ เช่น
การจับเงิน  จับของที่ยังไม่ได้ประเคน ขับรถ ตัดต้นไม้ ขุดดิน ไปเอาของฝั่งแม่ชี เป็นต้น
ทำให้ช่วงเป็นผ้าขาวนั้น บ่อยครั้งที่ผมจะสะดุ้งกับคำเรียก “ผ้าขาว ๆ มาช่วย …หน่อย”
เพราะหมายถึงว่าผมถูกเรียกใช้งานอีกแล้ว ><
และเนื่องด้วยตอนที่ผมไปนั้นมีผมกับน้องอายุราวๆ 12 ขวบ เป็นผ้าขาวอยู่แค่สองคน
ทำให้งานของผ้าขาวช่วงนั้นหนักพอดู
จนบางทีผมอยากเปลี่ยนชื่อเรียกจาก ผ้าขาวเป็นผ้าดำแทน
เพราะผ้ามันเปื้อนจากการทำงานได้ทุกวันสิหน่า

แล้วผ้าขาวๆ เวลาเปื้อนนี่เห็นชัดมากครับ ซักออกยากด้วย
ผมเตรียมชุดขาวไปสามชุด สุดท้ายก็ไม่พอต้องไปยืมของวัดมาอีกสองชุด เพราะซักไม่ทัน
แล้ววันนึงในระหว่างขุดดินกับขนดิน ผมก็ทำชุดขาวของวัดเปื้อนดินจนพังไปเลย
คือมันเปื้อนมากจนซักไม่ออก ซึ่งภายหลังตอนมารื้อคลังสงฆ์
ผมก็เห็นผ้าขาวเก่าๆ ของวัด เปื้อนหนักๆแบบนี้แทบจะทั้งหมด
ทำให้รู้เลยว่าผ้าขาวรุ่นก่อนๆ ก็คงทำงานหนักแบบนี้กันทั้งนั้น
และเป็นที่น่าเสียดายคือ ผ้าที่เปื้อนพวกนี้จะถูกนำไปทิ้งทั้งหมด
ทั้งๆที่ ถ้ารอยเปื้อนพวกนี้อยู่บนผ้าสีอื่นๆ หรือผ้าดำ
มันก็คงถูกนำไปใช้ต่อได้อยู่

ไม่ยุติธรรมใช่ไหมครับ ที่ผ้าขาวที่มีรอยเปื้อนถูกตัดสินว่าเป็นผ้าสกปรก
ทั้งๆที่เมื่อเทียบกับผ้าสีอื่นๆ มันอาจจะมีรอยเปื้อนน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ
แต่ผ้าสีเหล่านั้นยังคงถูกนำไปใช้เป็นปกติ ในขณะที่ผ้าขาวถูกทิ้ง…

ก่อนจะคุยกันเรื่องนี้ต่อ ผมเล่าอีกเรื่องนึงที่น่าจะใกล้เคียงกันครับ
วันนึงมีหลวงพี่รูปนึงมาเตือนผมว่า พระก็มีดีและไม่ดีนะ
เวลาพระสั่งอะไรบอกอะไร ถ้ามันไม่ดีก็ไม่ต้องไปเชื่อ ไปทำตามซะหมด
ซึ่งเมื่อผมได้ยินแบบนี้ ก็ทำให้ผมเริ่มสังเกตุพระทุกๆรูปในวัดมากขึ้นว่าใครเป็นอย่างไร
จากแต่ก่อนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานของผ้าขาวจนไม่ได้สุงสิงกับใคร

แล้วผมก็พบจริงๆ ว่า พระในวัดก็มีบางรูปที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมจริงๆ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระที่พึ่งบวช หรือบวชเอาพรรษา
การกระทำนั้นไม่เหมาะสมยังไงผมคงไม่เล่า จริงๆถ้าเป็นโยมทำก็คงเป็นแค่เรื่องไม่สุภาพ
แต่พอเป็นพระแล้วมันดูแย่ๆ ยังไงไม่รู้ครับ
ตอนนั้นผมห่วงมาก กลัวว่าญาติโยมที่ไม่ได้รู้จักวัดนี้จริงๆ เห็นอะไรที่ไม่เหมาะสมแบบนี้แล้ว
แล้วจะอคติต่อวัดปฏิบัติแห่งนี้

เหมือนกับสังคมที่ตอนนี้เริ่มมองในแง่ลบต่อพระ ต่อวัด และต่อศาสนา
เวลาชาวบ้านฟังข่าว ว่าพระมั่วสีกาบ้าง มีเรื่องต่อยตีกันบ้าง
ผมว่ามันคงทำให้ความศรัทธาต่อพระ ต่อวัด ลดน้อยลงนะ
ข่าวแบบนี้ ถ้าเกิดกับคนธรรมดาคงเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ไม่ต้องเอามาเป็นข่าว
แต่พอเกิดกับบุคคลที่ถูกเรียกว่าพระแล้ว มันก็เป็นเรื่องใหญ่ไปเลยครับ
เพราะคนที่อยู่ในผ้าเหลือง ถูกคาดหวังไว้ว่าจะต้องประพฤติตัวดี อยู่ในศีลในธรรม
เช่นเดียวกับผ้าขาว ที่ถูกคาดหวังว่ามันควรจะขาวสะอาดสมชื่อ

กลับมาที่คำถามด้านบนครับ
ผมเชื่อว่าคนร้อยทั้งร้อยจะต้องตอบว่า ตัวเองอยากเป็นคนดีครับ
คงไม่มีใครตอบครูสมัยประถมว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นโจรชั่ว😀
และผมก็เชื่อเช่นกันว่า ร้อยทั้งร้อย จะไม่อยากให้ตัวเองดูเป็นคนดีเช่นกัน
ตามทฤษฎีผ้าขาวที่กล่าวมา

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ชอบเลยที่จะให้ใครมาบอกว่าผมเป็นคนดี
แต่เจ้ากรรมผมถูกมองว่าเป็นคนดีบ่อยมากๆ  จากคำพูดของเพื่อนหลายๆ คน^^”
อาจจะเพราะผมทานมังสวิรัติด้วยมั้ง(ซึ่งจริงๆไม่เกี่ยวเลยกับคำว่าดีหรือไม่ดี)
หรือว่าผมชอบอ่านหนังสือธรรมะ (ซึ่งจริงๆ คนอ่านหนังสือธรรมะ แปลว่าตัวเองยังไม่ค่อยดีต่างหากถึงต้องอ่าน)
หรือว่าผมอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์ใส่ใคร (ซึ่งจริงๆ ใครจะรู้ว่าในใจผมดำมืดขนาดไหน >:-) )
แล้วด้วยเหตุที่ถูกมองอย่างนี้ ผมจึงมักจะได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ
“ไม่น่าเชื่อว่าเปรมจะทำแบบนี้ได้”  ^^”
จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนดีหรอกครับ เพราะตราบใดก็ตามที่คนยังเป็นปุถุชนอยู่
ย่อมเต็มไปด้วยกิเลสอาสวะ ที่พร้อมจะมีมากขึ้นหรือน้อยลงได้ตลอดเวลา

คำว่า คนดี นอกจากจะหาคำนิยามยากแล้ว
ในความเป็นจริง คนดี หรือ คนเลว ไม่มีในโลกนี้แม้แต่คนเดียวครับ
มีแต่คนที่เคยทำความดี(หรือสิ่งที่คนอื่นคิดว่าดี)
กับคนที่เคยทำความเลว(หรือสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเลว)เท่านั้น

คำว่า คนดี กับ คนเลว เป็นคำที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจากความคาดหวังส่วนตัว
จากความยึดติดว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เกิดมาจากอย่างนั้นอย่างนี้
เหมือนคาดหวังว่า ผ้าขาวจะต้องขาว ผ้าดำจะต้องดำ พระจะต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
คนกินเจจะต้องไม่ปากร้าย คนเข้าวัดต้องทำดี คนชอบทำบุญเป็นคนดี ฯลฯ

ถ้าเราปล่อยวางความยึดติดตรงนี้ไปได้ เราก็จะเห็นอะไรชัดขึ้น
เราจะเห็นผ้าขาวที่มีคราบ เป็นผ้าขาวที่มีคราบ ไม่ใช่เป็นผ้าสกปรกใช้การไม่ได้
เราจะเห็นพระรูปนึงที่ผิดศีล เป็นพระรูปนึงที่ผิดศีล ไม่ใช่พระสมัยนี้ผิดศีล
เราจะเห็นคนที่ทำผิด เป็นคนที่เคยทำผิด ไม่ใช่คนชั่ว…

ทีนี้ เมื่อโลกยังยึดติดในสิ่งเหล่านี้อยู่
จะทำอย่างไรให้เราปลอดภัยจากทฤษฎีผ้าขาว หรือถูกตัดสินเกินจริงจากสิ่งที่เป็น

คำตอบที่ผมคิดไว้คือ  ทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นความยึดติดของคนอื่นนี่นา
สิ่งที่ทำได้คือหมั่นสำรวจตัวเอง ให้รู้ตัวเองดีที่สุด ว่าจริงๆแล้วเราเป็นยังไง
เวลาคนสรรเสริญเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะดีไปตามนั้นนะ
เวลาคนนินทาว่าร้ายเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะร้ายไปตามนั้นนะ
เราเองต้องรู้ใจตัวเองให้ได้ว่า ใจเรา ขาวตรงไหน มีรอยเปื้อนตรงไหน และจะทำอย่างไรกับรอยเปื้อนนั้น
และที่สำคัญอย่าตัดสินตัวเองว่า ฉันดี หรือ ฉันเลว พอแล้วครับ

(โปรดติดตามตอนต่อไป   ชั่วโมงแห่งความเจ็บปวด)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s