บวช ตอนที่ 2 แพร่ธรรมาราม

วัดแพร่ธรรมารามตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเด่นชัย และตลาดเด่นชัย
อำเภอเด่นชัยก็คงเหมือนกับเขตอำเภอในต่างจังหวัดทั่วไป
คือจะมีตึกราบ้านช่องหนาแน่นบริเวณตลาด ถัดออกไปนิดเดียวก็เป็นทุ่งนาและที่ว่างเสียส่วนมาก
ที่แพร่นี้ขึ้นชื่อเรื่องงานไม้ครับ ถ้าขับรถผ่านทางถนนสาย ลำปาง-แพร่
ก็จะเห็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ตั้งอยู่เป็นระยะๆ สองข้างทาง

รถไฟหวานเย็นขบวน 504 ใช้เวลาราวๆ หกชั่วโมงก็พาผมมาถึงจุดหมายที่อำเภอเด่นชัย
ผมนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไปในวัด แว๊บแรกที่เห็นตัววัด ผมรู้สึกว่าวัดนี้ดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะทีเดียว
ด้วยตอนแรกผมเห็นว่าสถานที่ตั้งของวัดอยู่ใกล้ตลาดมาก คนคงเยอะแยะวุ่นวาย
วัดก็คงเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างตามแบบวัดที่อยู่ใกล้ๆบ้านเราทั่วไป
แต่เปล่าเลยครับ วัดนี้ร่มรื่นมากๆ ถนนเข้าวัดมีต้นไม้ปลูกอยู่ตลอดสองข้างทาง
ยิ่งเข้าไปในตัววัดต้นไม้ยิ่งหนาแน่นขึ้น พูดได้เต็มปากว่าเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในป่าจริงๆ
(ผมมารู้ภายหลังว่า แต่เดิมที่ดินตรงนี้เป็นเพียงป่าหญ้าคา
หลวงพ่อผู้ก่อตั้งวัดค่อยๆ ปลูก ค่อยๆถมที่จนกลายเป็นป่าอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน)

พื้นที่ของวัดมีลักษณะเป็นเนินดินขนาดย่อม
ตรงยอดของเนินดินเป็นที่ตั้งของอุโบสถ และศาลา โดยมีถนนล้อมรอบ
ถัดจากถนนก็จะเป็นส่วนของกุฎิที่พักของพระ และของแม่ชี เรียงลดหลั่นกันลงมา
กุฏิแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันราวๆ 20-50 เมตร รายล้อมด้วยต้นไม้แน่นถนัด จนแดดส่องไม่ถึงพื้น

ผมเดินเข้าไปในกุฏิของพระอาจารย์ รองเจ้าอาวาสของวัด
เนื่องด้วยเวลานั้นเจ้าอาวาส หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม หรือ หลวงพ่อใหญ่
ท่านจำพรรษาที่วัดป่าทรัพย์ทวี จ.โคราช
พระอาจารย์จึงมีหน้าที่ดูแลวัดแพร่ฯ และเป็นประธานสงฆ์ของวัด

ผมนั่งรอสักครู่พระอาจารย์ก็เดินลงมาจากห้องพัก
แว๊บแรกที่เห็นผมแปลกใจมาก เพราะพระอาจารย์ดูหนุ่มเหลือเกิน ผิดกับภาพที่คิดไว้ว่าประธานสงฆ์น่าจะดูมีอายุสักหน่อย
(ทราบภายหลังว่าอาจารย์อายุเพียง 36 ปี  บวชมาแล้ว 16 พรรษา หรือบวชตั้งแต่อายุถึงเกณฑ์เลยทีเดียว)
ผมกราบท่านและพูดจุดประสงค์ของผม ท่านก็คงหนักใจเล็กน้อยจากสีหน้า
เนื่องจากอย่างที่ทราบคือ ช่วงกลางพรรษา คนไม่นิยมบวชกัน
และวัดนี้ยังไม่เหมือนกันวัดอื่นคือ วัดแพร่ธรรมารามมีวัดสาขาอีก ประมาณ 20 วัด
ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคอีสาน แต่พระทุกสาขาจะต้องมาบวชที่อุโบสถวัดแพร่ธรรมารามเพียงแห่งเดียว
และมีพระอุปัชฌาเพียงองค์เดียวคือหลวงพ่อใหญ่

พระอาจารย์บอกกับผมว่า จะต้องลองนิมนต์หลวงพ่อใหญ่ดูก่อนว่าท่านติดธุระหรือไม่
ถ้าท่านมาไม่ได้ก็คงจะต้องนิมนต์พระอุปัชฌาจากวัดอื่นแถวๆนั้นมาบวชให้ผม
ตอนนี้ให้ผมฝึกท่องคำขอบวชและปฏิบัติธรรมไปก่อน ว่าแล้วท่านก็ให้หลวงพี่คนนึงไปส่งผมที่ที่พักอุบาสกของวัด

ที่พักอุบาสกเป็นตึกสองชั้น ชั้นล่างมีสองห้องนอน ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนใหญ่
ผมถูกจัดให้นอนห้องนอนใหญ่นั้น ซึ่งนอนได้สิบคนสบายๆ แต่ผมนอนคนเดียว!
และตึกนั้นก็มีผมอยู่คนเดียว ><
หลวงพี่หิ้วน้ำเปล่ามาให้ผมแพ็คใหญ่ แล้วบอกเวลาให้ผมอย่าลืมไปกินน้ำปานะตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง

ซึ่งตารางกิจวัตรของวัดหลักๆ มีดังนี้คับ
ตีสาม           ทำวัตรเช้า + นั่งสมาธิรวมเช้า
ตีห้า             ทำกิจช่วงเช้า
หกโมงครึ่ง    บิณฑบาต
แปดโมงครึ่ง ทำพิธีในศาลา ซึ่งบางครั้งก็จะมี ธรรมเทศนา กรวดน้ำ รับพร รับศีล
                   แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีญาติโยมเข้ามาในศาลาหรือป่าว ถ้าไม่มีหรือมีน้อยก็จะข้ามๆบางอย่างไป
ประมาณเก้าโมง  พระฉันภัตราหาร
สิบเอ็ดโมง    นั่งสมาธิรวมกลางวัน
บ่ายสาม       ทำกิจช่วงบ่าย
บ่ายสี่ครึ่ง      ฉันน้ำปานะ
หกโมงเย็น    ทำวัตรเย็น + นั่งสมาธิรวมเย็น

อาจจะสังเกตุได้ว่ามีเวลาฉันอาหารแค่ช่วงเดียว เพราะวัดที่นี้ฉันแค่มือเดียวครับ
ซึ่งการฉันมื้อเดียวนี้เป็นข้อวัตรพิเศษสำหรับพระสายปฏิบัติทั่วไป หรือเรียกว่า ธุดงควัตร
ถ้าจำไม่ผิดมีอยู่ 14 ข้อครับ บางข้อที่วัดก็นำมาปฏิบัติกันเป็นปกติ เช่น
ฉันมื้อเดียว ฉันอาสนะเดียว (คือทั้งวันพระนั่งลงไปฉันได้ครั้งเดียว ลุกเมื่อไหร่ก็เท่ากับว่าหมดเวลาฉันสำหรับวันนั้น
ยกเว้นน้ำปานะ ปรมัตถ และคิลานเภสัช ซึ่งฉันได้ทั้งวัน จะค่อยๆเล่าในตอนต่อไปครับ)เป็นต้น

ในระหว่างฉันน้ำปานะนั้น พระอาจารย์ก็ประกาศจัดให้ผมอยู่กลุ่มทำกิจเดียวกับหลวงพี่สามรูป
กิจที่ว่าของวัดก็คือการทำความสะอาดวัดนั้นแหละครับ
แบ่งเป็นได้ทั้งหมดเจ็ดกิจ มีพระทั้งหมดเจ็ดกลุ่มก็เวียนกันทำ
กิจทั้งเจ็ดกิจประกอบด้วย
1.กิจอุปัฏฐากพระอาจารย์หรือการรับใช้และช่วยเหลือพระอาจารย์ในเรื่องต่างๆเช่น
ทำความสะอาดกุฏิ ล้างบาตร ล้างเท้าหลังบิณฑบาตร สรงน้ำ
(อ่านไม่ผิดครับ เราต้องช่วยอาบน้ำให้ท่านด้วย)
ซึ่งการอุปัฎฐากพระเถระผู้ใหญ่นี้ น่าจะมีเฉพาะวัดสายธรรมยุติครับ

2.กิจโรงย้อมและทำความสะอาดทางเดินกุฏิ กิจนี้เป็นกิจที่สบายที่สุด
จะหนักเฉพาะวันโกนกับวันพระเท่านั้นซึ่งจะต้องเตรียมห้องอบยา เตรียมน้ำต้มแก่นขนุน(เป็นอย่างไรต้องรออ่านตอนต่อไปครับ)

3.กิจทำความสะอาดโบสถ์และศาลา

4.กิจเตรียมน้ำปานะ และทำความสะอาดห้องน้ำหลังโบสถ์และบันไดทางขึ้นโบสถ์

5.กิจห้องน้ำ กิจนี้น่าจะมีคนไม่ชอบมากที่สุด เพราะที่วัดนี้มีห้องน้ำสำหรับคนทั่วไปอยู่หน้าวัด
  พระก็จะต้องมีหน้าที่ทำให้มันสะอาดอยู่เสมอ ซึ่งขอการันตีตรงนี้ว่าห้องน้ำของวัดแพร่ทุกสาขาสะอาดมากๆครับ

6 กับ 7 นี้ทำด้วยกันครับ คือกิจกวาดถนน ซึ่งรวมความยาวน่าจะกิโลเมตรนึงได้ เนื่องจากต้นไม้ที่เยอะและมีใบร่วงตลอด

หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ ผมก็กลับมาที่พักอันแสนเงียบเหงาของผม
วันนั้นผมรู้สึกว่าถูกตัดขาดจากโลกที่ผมเคยอยู่โดนสิ้นเชิง แน่นอนว่าผมไม่ได้เอาโทรศัพท์มือถือมาด้วย
(เพราะวัดนี้ห้ามใช้โทรศัพท์ เพราะขนาดโทรศัพท์บ้าน วัดนี้ก็ยังไม่มี)
ผมเลิกคิดถึงทางบ้านและปัญหาต่างๆที่ติดตัวมา ตั้งใจว่าตลอดเวลาที่อยู่วัดนี้จะปฏิบัติให้ดีที่สุด

คืนแรกนั้นผมนอนหลับสบายทีเดียวเลยหละ ไม่มีความกลัวอยู่เลย
ทั้งๆที่นอนอยู่ในห้องโล่งๆ รายล้อมด้วยต้นไม้คลึ้มๆ และเสียงแมลงต่างๆ ระงมไปหมด
อาจจะเพราะวัดนี้ไม่เหมือนวัดที่เคยเห็นทั่วไปมั้งครับ จึงไม่รู้สึกว่าจะต้องมีผีหรืออะไรอยู่ในวัด

ผมรู้สึกว่าหลับได้แป๊ปเดียว เสียงระฆังตอนตีสามของวัดก็ดังกังวาลบอกเวลาที่ผมจะต้องเริ่มต้นชีวิตในวัดแห่งนี้..

(โปรดติดตามตอนต่อไป   ทฤษฎีผ้าขาว)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

3 Responses to บวช ตอนที่ 2 แพร่ธรรมาราม

  1. jaidee jaisabye says:

    ขอมีส่วนร่วมเล่าเรื่องยาวๆ สักเรื่องนะครับ

    ชื่อเรื่องว่า ตำนานรัก…ในผ้าสี กรัก
    กาลครั้งหนึ่ง ณ อำเภอเด่นชัยชี จ.แพร่พารา มีครอบครัวฐานะปานกลางอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีบุตร-ธิดา รวม สามคน กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน บุตรสาวคนโตเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อายุคงจะราวๆ 15 – 16 ปี ย่างเข้าสู่วัยรุ่น และในวัยนี้คงเริ่มที่จะมีความรักความหลงในเพศตรงข้าม เธอจึงได้ไปชอบพอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่พ่อ-แม่เด็กสาวไม่เห็นดีด้วย เพราะคิดว่าลูกสาวอยู่ในวัยเรียน จึงทั้งดุด่า กีดกันทุกวิถีทาง จนเด็กสาวออกอาการเครียด กดดัน และแสดงอาการซึมเศร้า อย่างเห็นได้ชัด พ่อ-แม่ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร
    หนทางหนึ่งที่คิดว่าพอจะช่วยได้ คือ พาลูกสาวเข้าวัดป่าพารา บังเอิญเหลือเกิน ที่บ้านอยู่ใกล้วัดป่าพาราชื่อดังแห่งหนึ่งของอำเภอใกล้ทางรถไฟเด่นชัยชี อย่ากระนั้นเลย เราเอาลูกทั้งสามของเรา ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ว่าที่เจ้าอาละวาสในขณะนั้นจะดีกว่า และจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจก็ไม่ทราบได้ ทั้งหมดได้เข้าพบว่าที่เจ้าอาละวาสคนนั้นพอดี จุดเริ่มของ ตำนานรัก…ในผ้าสีกรัก…กรัก จึงเริ่มต้นขึ้น
    ทั้งครอบครัวและว่าที่เจ้าอาละวาส ซึ่งคงมีอายุราวๆ 30 ปี ได้มีการพูดจาพูดคุยกันเป็นที่ถูกอกถูกใจ เป็นอย่างมาก รวมทั้งภาพลักษณ์ภายนอกของว่าที่เจ้าอาละวาส ก็แสดงออกได้อย่างน่าศรัทธาเลื่อมใส เป็นเหตุผลให้พ่อ-แม่ ของเด็กทั้งสามยกลูกของตน ให้เป็นหลานของว่าที่เจ้าอาละวาส เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติสนิทสนมใกล้ชิดกันให้มากยิ่งขึ้น สามารถที่จะว่ากล่าวสั่งสอนอบรมตักเตือนกันได้สนิทใจ แต่พ่อแม่เด็กทั้งสามหารู้ไม่ว่า ได้ส่งอ้อยเข้าปากช้างเสียแล้ว โดยเฉพาะกับลูกสาวคนโต นี่เป็นการหนีเสือปะจระเข้ หรืออย่างไร
    พ่อ-แม่ของครอบครัวนี้ นำเรื่องราวปัญหาของลูกสาวคนโต พูดคุยปรึกษากับว่าที่เจ้าอาละวาส โดยให้สิทธิ์ว่าที่เจ้าอาละวาส ได้พูดคุยกับลูกสาวของตนได้ทุกเมื่อทุกช่องทางการติดต่อ คุยกันไปคุยกันมา ปรึกษากันไปปรึกษากันมา ความเข้าอกเข้าใจจึงเกิดขึ้นระหว่างว่าที่เจ้าอาละวาสกับเด็กสาวซึ่งเป็นสีกากา เด็กสาวมีความรักครั้งใหม่กับว่าที่เจ้าอาละวาส และว่าที่เจ้าอาละวาสก็ไม่ปฏิเสธ ยอมรับความรักครั้งนี้ทั้งๆ ที่อยู่ในเครื่องนุ่งห่มของผ้าสีกรัก..กรัก เด็กสาวเลิกข้องแวะกับเด็กหนุ่มที่เคยชอบพอ พ่อแม่ก็แสนจะดีใจ เข้าใจไปว่า ลูกสาวของตน พูดคุยกับว่าที่เจ้าอาละวาส แล้วปรับปรุงตัวใหม่ไม่ติดต่อกับเด็กหนุ่มอีก แต่พ่อ-แม่เด็กสาว จะรู้เรื่องราวการพูดคุยกันของทั้งสองคน หรือจะรู้เรื่องสัญญาใจระหว่างลูกสาวตน กับว่าที่เจ้าอาละวาสคนนั้นก็หาไม่
    สัญญาใจระหว่างเด็กสาวซึ่งอยู่ในสถานะสีกากา กับว่าที่เจ้าอาละวาสหนุ่มซึ่งอยู่ในสถานะนักบวช วัดป่าพาราชื่อดังของอำเภอเด่นชัยชี จังหวัดแพร่พารา คือ การมีความฝันที่จะอยู่กินแต่งงานกัน เมื่อเด็กสาวเรียนจบสำเร็จการศึกษาในระดับมหาลัย และในระหว่างรอสีกากาเรียนจบ ว่าที่เจ้าอาละวาสหนุ่ม ก็จะเฝ้ารออยู่ในผ้าสีกรัก…กรัก นี้ไปก่อน แต่ไม่ลืมที่จะใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ ช่วยทำให้ครอบครัวนี้เป็นที่รู้จัก ของชาววัดป่าพาราแห่งนี้ ทำให้การค้าขายของครอบครัวนี้ดีขึ้นผิดหูผิดตา ก็ขายของกับวัดป่าพารา ลดความเสี่ยงทั้งปวง รายได้สม่ำเสมอ เป็นกอบเป็นกำ นั่นเอง ว่าที่เจ้าอาละวาสทำทุกอย่างที่เป็นการช่วยเหลือครอบครัวนี้ เพื่อเตรียมตัวสึกออกมาเป็นลูกเขยในวันข้างหน้า โดยคิดเข้าข้างตนเองว่า ตนเสียสละขนาดนี้ ทำดีกับครอบครัวเด็กสาวขนาดนี้ หนทางภายภาคหน้าคงจะสะดวกง่ายดาย ไม่มีอะไรติดขัด
    ส่วนลูกสาวคนเล็กของครอบครัวนี้ ก็ไปชอบพอกับนักบวชอีกคนของวัดป่าพาราแห่งนี้เช่นกัน แทนที่ว่าที่เจ้าอาละวาสหนุ่มจะว่ากล่าวตักเตือน เรื่องความเหมาะสม แต่ว่าที่เจ้าอาละวาสกลับไม่ทำเช่นนั้น กลับช่วยส่งเสริมสนับสนุน ก็เรื่องอะไรจะไปทำให้น้องสาวของคนรักขัดใจล่ะ มีอะไรก็ต้องตามใจไว้ก่อน เพื่อหวังผลในวันข้างหน้า หรืออีกนัยหนึ่ง คงไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ เพราะตนเองก็ชอบพออยู่กับพี่สาวเหมือนกัน จะเอาอะไรไปสั่งสอนเธอได้ สู้ช่วยส่งเสริมไปเลยไม่ดีกว่าหรือ
    และเมื่อเวลาผ่านไป จนเด็กสาวคนโตได้เข้าศึกษาต่อในมหาลัยธรรมศาลา เพียงปีแรก การได้รู้จักสังคมใหม่ๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เธอก็เปลี่ยนไป ไม่รับโทรศัพท์ว่าที่เจ้าอาละวาสหนุ่มเหมือนเช่นที่ผ่านมา สายไม่ว่างเวลาที่เจ้าอาละวาสหนุ่มโทรหา ว่าที่เจ้าอาละวาสเริ่มสงสัยในพฤติกรรมของสาวเจ้า ในที่สุดสาวเจ้าคงเบื่อที่จะเล่นซ่อนหา จึงยอมรับสารภาพกับว่าที่เจ้าอาละวาสไปตรงๆ ว่าเธอมีคนรักใหม่แล้ว เหมือนสายอสนีผ่าลงกลางใจของว่าที่เจ้าอาละวาส เสียแรงที่เฝ้ารอ เสียแรงที่ทุ่มเท เสียแรงที่เชื่อใจ และเสียแรงอะไรๆ ไปอีกมากมาย แต่ว่าที่เจ้าอาลาะวาสหนุ่มจะไปต่อว่าสาวเจ้า หรือจะแสดงอะไรออกมามากนักก็คงเป็นเรื่องทำไม่ได้ เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ของตนให้ดูดีอยู่เสมอ ต่อสายตาของชาววัดป่าพารา เนื่องจากตนเอง อยู่ในเครื่องนุ่มห่มของผ้าสี..กรัก..กรัก จึงทำได้เพียงเก็บความเจ็บช้ำเสียใจไว้ภายใน และเฝ้ารอด้วยความหวังว่า สักวันสาวเจ้าจะเลิกกับหนุ่มมหาลัย เหมือนกับสมัยความรักช่วงเป็นเด็กมัธยม
    เพียงจบปีแรกของสาวเจ้า พ่อ-แม่เริ่มระแคะระคายกับความรักในวัยเรียน ของลูกสาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นหนุ่มมหาลัย พ่อ-แม่ของสาวเจ้าไปพบเด็กหนุ่มมหาลัยแฟนของลูกสาว และบอกให้เลิกคบกันเสีย เพราะยังอยู่ในวัยเรียน ว่าที่เจ้าอาละวาสทราบเรื่อง หวังอยู่ลึกๆ ว่าสาวเจ้าคงหวนกลับมาหาตนแน่คราวนี้ แต่ โชคไม่เข้าข้างว่าที่เจ้าอาละวาสหนุ่ม เพราะพ่อ-แม่ ของสาวเจ้า ก็ทราบเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว ของว่าที่เจ้าอาละวาสกับลูกสาวคนโต พ่อ-แม่ของสาวเจ้า ยอมรับไม่ได้กับความสัมพันธ์นี้เช่นกัน ตัดขาดความเป็นเครือญาติกับว่าที่เจ้าอาละวาสหนุ่ม เรื่องที่เคยบอกยกลูกให้อยู่ในความดูแลเป็นอันยกเลิกทั้งหมด และไม่ต้องมานับถือกันอีก ไม่ต้องมาเรียกพี่เรียกเชื้อกันอีกต่อไป เสียแรงที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ยกลูกสาวให้อยู่ในความดูแล เป็นเสมือนญาติ อา-หลาน แต่สมภารากลับจะมากินไก่วัดซะเอง ยอมรับไม่ได้และจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้าชาววัดป่าพารารู้เรื่อง คงไม่สามารถเข้าวัดป่าพาราได้อีก เพราะอายชาววัดป่าพาราเหลือเกิน หรืออีกนัยหนึ่งที่พ่อ-แม่ของสาวเจ้าไม่ยอมรับในเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะหวังว่า ลูกสาวคนโตจะมีอนาคตที่สดใสกว่านี้ ได้สามีที่เชิดหน้าชูตาให้กับครอบครัวในอนาคต ดีกว่าจะมาจมปลักอยู่กับนักบวชที่สึกออกมาแล้ว มีแต่ตัว ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้เลย
    จนถึงปัจจุบันนี้ สาวเจ้ายังไม่จบมหาลัย แต่ก็ยังคงแอบคบหา โทรคุยแชทกับว่าที่เจ้าอาละวาส โดยที่พ่อ-แม่ไม่ทราบเรื่อง เพราะได้สั่งห้ามไปแล้ว และคิดว่าลูกสาวคงจะเชื่อฟัง และคิดว่าตัดขาดกับว่าที่เจ้าอาละวาสไปแล้ว เขาจะมีศักดิ์ศรีพอ ที่จะไม่แอบคบหากันอีกต่อไป แต่การณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ว่าที่เจ้าอาละวาสไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาละวาสแห่งวัดป่าพาราชื่อดังของอำเภอเด่นชัยชี แห่งนี้ และยังคงแอบคบหากันอย่างลับๆ กับสาวเจ้าโดยไม่ให้พ่อ-แม่ทราบ และมีน้องสาวคนเล็กเป็นคนคอยสนับสนุน ให้คบหากันต่อไป ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ เชื่อได้เลยว่าสักวันนักบวชคนนี้คงถูกจับสึกให้พ้นไปจากผ้าสี กรัก..กรัก ไม่ช้าก็เร็ว

    • jaidee jaisabye says:

      แต่ก็ไม่แน่ครับ ถ้าไม่มีคนอื่นรู้เห็นในเรื่องนี้ หรือรู้แล้วทำเฉยเสีย เมื่อสาวเจ้าเรียนจบ เขาจึงค่อยสึกออกมา เรื่องเงินทองไมต้องพูดถึงครับ พระเครื่องที่มีคนมามาอบให้ เพราะหลงศรัทธาในภาพลักษณ์คงหลายตังค์อยู่ครับ จริงมั้ยครับ

      • prempruk says:

        ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง รบกวนนำเรื่องไปแจ้งเจ้าอาวาส ดีกว่าครับ แต่งเป็นนิยายอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s