บวช ตอนที่ 11 กินๆ นอนๆ

กินๆ นอนๆ
หายไปนานเลยครับ หรือเพราะเอาแต่กินกับนอนก็ไม่รู้ 555
มาต่อกันเลยดีกว่า

ผมเคยได้ยินมาบ่อยครั้งว่า บวชเป็นพระนั้นแสนสบาย
อยู่วัดวันๆ ไม่ต้องทำอะไรมีแต่กินกับนอนเท่านั้น
ใครตกงานก็บวชเป็นพระก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนเอานู้นเอานี้มาถวาย
งานก็ไม่ต้องทำสบายจะตาย
แต่พอได้เข้ามาอยู่วัดจริงๆ โดยเฉพาะวัดป่าแบบนี้
ทำให้ผมเข้าใจเรื่องกินกับเรื่องนอนของพระมากขึ้นเลยครับ

มาพูดกันถึงเรื่องกินก่อนดีกว่า

อย่างที่เคยบอกไปว่าพระวัดนี้ถือธุดงค์วัตรฉันอาสนะเดียว
และอาหารทั้งหมดเป็นมังสวิรัติ
ใครที่ทานได้แต่ของถูกปากมาอยู่วัดนี้คงต้องอดทนกันหน่อยครับ
ถึงแม้ว่าฝีมือทำกับข้าวของคุณแม่ชีจะไม่เป็นรองใครก็ตาม
แต่กับข้าวที่มีแต่ผัก ก็คงมีเครดิตน้อยกว่า เนื้อสัตว์อยู่หลายขุม
ถึงขนาดช่วงกฐินที่พระพากันไปร่วมงานที่วัดสาขาเจอไข่เจียวไข่ต้ม ก็คือสวรรค์น้อยๆ ทีเดียว
อันนี้ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าพระหลายรูปยังไม่หมดกิเลส
เจอของอร่อยก็มีความสุขเป็นธรรมดา
แต่พระก็ต้องรักษาพระวินัยคือมีอะไรก็ต้องฉันอย่างนั้น ห้ามขอเฉพาะของที่อยากฉัน
จึงทำให้เรื่องการกินแบบพระเป็นการฝึกฝน เผากิเลสที่ติดตัวมาแต่เกิดนี้ได้ดีทีเดียว

แต่กฎทุกข้อล้วนมีข้อยกเว้นครับ
ถึงแม้ว่าพระจะฉันอาหารหลังเที่ยงไม่ได้
แต่ในพระธรรมวินัยก็มีข้อยกเว้นให้ฉันบางอย่างได้

ได้แก่
– น้ำปานะ หรือ น้ำผลไม้
– คิลานะเภสัช หรือยารักษาโรคทุกชนิด
– เภสัช 5 ได้แก่ น้ำตาล น้ำมัน น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส
– และปรมัตถ์หรือพืชที่ฉันเป็นยาได้เช่น มะขามป้อม สมอ และพืชสมุนไพรอื่นๆ

แต่เนื่องจากในสมัยพุทธกาล อาหารการกินแตกต่างจากปัจจุบันมาก
เดาว่าในสมัยก่อน อาหารคงไม่ได้พลิกแพลง เติมแต่ง เท่าปัจจุบัน
ทำให้การตีความก็เป็นไปได้หลายทาง
เช่น น้ำปานะ บางแห่งก็นับรวม นมถั่วเหลือง ไปด้วย บางแห่งก็บอกว่ามันกินแล้วอิ่ม ไม่น่าจะใช่

ของบางอย่างก็ดูเหมือนไม่น่าจะกินได้ แต่ก็กินได้เพราะไม่ได้ผิดจากพระวินัย
เช่น ชีส ซึ่งถือเป็นเนยข้น ลูกอมซึ่งถือเป็นน้ำตาล  กาแฟ ซึ่งถือเป็นปรมัตถ์ เป็นต้น
อย่างชีสเนี้ย ตอนแรกผมก็แปลกใจเหมือนกันว่าฉันได้ด้วยเหรอ
เพราะมันดูเป็นอาหารมากๆ
แต่พอรู้ว่า ฉันได้ เท่านั้น เห็นชีสช่วงปานะทีไร ผมก็ตาโตทุกที😛
(มารู้ทีหลังว่า ชีสก้อนนึงเนี้ย แพงเอาเรื่องอยู่ ผมก็โอ้โห ตอนเป็นพระกินดีขนาดนั้นเลยเหรอเนี้ย  > <)

จริงๆ ตอนนั้นผมยังรู้สึกว่า ของบางอย่างเห็นๆ อยู่ว่าบิดเบือนพระธรรมวินัยชัดๆ
เรา ไม่ได้ฉันเภสัชห้าเพื่อดับความหิว เราไม่ได้ฉันปรมัตถ์เป็นยา แต่ฉันเพราะความอยากบ้าง ความอร่อยบ้าง แต่ก็ยอมรับว่า อินทรีย์ยังไม่แก่กล้าขนาดที่จะชนะพวกนี้ได้เด็ดขาด ก็ขอให้ไม่มากเกินไปก็ดีแล้วสำหรับพระใหม่ๆ
เรื่องกินที่สำคัญอีกเรื่องนึงที่จะไม่เล่าไม่ได้คือ การงดฉัน

ตอนแรกที่ผมได้ยินว่าที่นี่มีการฝึกงดฉันอาหารด้วย ผมก็อื้งไปเลย
ลำพังฉันมื้อเดียวก็หิวจะแย่อยู่แล้ว พระบางรูปยังฝึกสมาทานงดฉันเป็นกิจวัตร
เรียกได้ว่าไม่มีวันไหนเลยที่ฉันกันพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกรูป
จะต้องมีอย่างน้อยๆ หนึ่งหรือสองรูปที่งดฉัน
ตอนผมบวชอยู่ มีหลวงพี่ท่านนึง งดฉัน 49 วัน ฉันแต่ปานะ O _ O
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่ท่านอยู่ได้จริงๆ ถึงจะดูเหลือแต่กระดูกมากๆ ก็เหอะ
นอกจากงดฉันแบบเต็มใจแล้วยังมีการงดฉันตามกฎด้วย

ซึ่งได้แก่
1. ตื่นสายไม่ทันทำวัตรเช้า งดฉัน (อันนี้ต้องโดนลงโทษที่เรียกสั้นว่า โยโส ด้วย คือต้องทำวัตรเช้ากลางศาลาตอนที่พระรูปอื่นฉันกัน อนึ่ง โยโสคือคำแรกในการสวดทำวัตร มาไม่ทันคำว่า โยโส ถือว่าขาด)

2. ไม่บิณฑบาต งดฉัน

3. ฉันเสียงดัง เช่นช้อนกระทบบาตรดัง งดฉันทันที – ข้อนี้เป็นอะไรที่ลำบากมาก ลองจินตนาการดูนะครับ บาตรก็เป็นสแตนเลสก้นลึก ช้อนก็สแตนเลสเวลาฉันก็ต้องนั่งชัดสมาธิ ห้ามฉันมูมมามเสียด้วย แล้วก็เอกลักษณ์อีกอย่างของพระวัดนี้คือ ที่นี้ฉันกันเร็วมาก แค่ 10-15 นาทีก็จะมีพระลุกขึ้นเพื่อไปล้างบาตรแล้ว แล้วพอพระลุกกันมากๆ เข้าก็จะเป็นการกดดันพระที่นั่งอยู่โดยปริยาย 😀

4. ทำบาตรหรือฝาบาตร ตก ขณะบิณฑบาตร งดฉัน
แน่นอนว่า คนโลภกินอย่างผมเนี้ย ไม่มีให้โดนลงโทษพวกนี้แน่นอน 55

การฉันอาหารของวัดนี้เป็นการเลือกตักอาหารแบบบุฟเฟต์ครับ
คือหลังจากบิณฑบาตเสร็จ พระก็จะเอาข้าวและกับข้าวมารวมกัน  
แม่ชีก็จะจัดการแยกเป็นหมวดหมู่ ข้าว กับข้าว ขนม ผลไม้ น้ำ
แต่กับข้าวส่วนใหญ่แม่ชีจะทำขึ้นมาใหม่ เพราะญาติโยมส่วนใหญ่จะใส่เป็นผักสดมา
เมื่อถึงเวลา กับข้าวและขนมจะถูกวางเรียงไว้บนโต๊ะยาว
พระก็จะอุ้มบาตรเพื่อมาตักอาหาร
ซึ่งความรู้สึกของผมตอนตักกับข้าวนั้นช่างมีความสุขเหลือเกิน ^ ____ ^

ด้วยความที่ว่าอยู่ข้างนอกผมทานมังสวิรัติ
แล้วก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามันหาทานยากแค่ไหน
ผมจึงมักจะได้กินอาหารซ้ำๆ เป็นแรมปี
อยู่มหาลัยสี่ปี ผมก็กินร้านเจ้าเงาะหน้ามอที่เดียว
ทำงานที่รอยเตอร์สี่ปี ผมก็กินร้านครัวเจที่สะพานควายที่เดียว
พอมาเจอบุฟเฟต์อาหารละลานตาขนาดนี้ ก็เลยมีความสุขเป็นพิเศษ
เวลาตักก็ตักกับข้าวทุกอย่างที่มี ขนมทุกอย่างที่อยากกิน
ผลไม้นิดหน่อย และแถมท้ายเป็นประจำด้วยน้ำเต้าหู้สองถุง

ฉันแบบอิ่มหมีผลีมันสุดๆ

บวชได้สองอาทิตย์ผมก็เลยกลับมานั่งคิด
นี่ตกลงเรามาตามใจกิเลสใช่ไหมนี่ กินอร่อยขนาดนั้น
ผมก็เลยตั้งใจกับตัวเองว่า ฝึกหน่อยดีกว่า เดี๋ยวจะสบายเกิน
ด้วยการสมาทานแบบผมเอง ไม่โหดเกิน ไม่สบายเกิน คือ

– ตักข้าวได้ครั้งละหนึ่งทัพพี (ใหญ่ๆนะ)

– กับข้าวหนึ่งทัพพีแบบนับตามวันเช่นวันที่สี่ก็ตักหม้อที่สี่ เพื่อไม่ให้เลือกแต่ของอร่อย

– ขนมตกบาตร (การฉันตกบาตรคือ บิณฑบาตได้อะไรก็ฉันอย่างนั้นไม่ตักเพิ่มจากสิ่งที่บิณฑบาตรได้ ตัวขนมนี่แหละผมนิยามมันว่าตัวทำให้อิ่ม คือวันไหนผมบิณฑบาตไม่ได้ขนมเลยก็จะไม่ค่อยอิ่ม เพราะลำพังข้าวกับกับข้าวมันแค่นั้นจะน้อยไปสำหรับอยู่ทั้งวัน แต่ก็น้อยครั้งมากๆ ที่จะไม่ได้ขนมครับ)

– ปิดท้ายด้วยผลไม้สามชิ้น แล้วก็น้ำเต้าหู้สองถุงเช่นเดิม

ดูแค่นี้อาจจะดูเหมือนเยอะนะครับ แต่ถ้าเทียบว่ากินแค่นี้ทั้งวันก็กำลังพอดี
ผมทำแบบนี้ได้จนถึงออกพรรษาก็เลิก ขอฉันแบบตามใจตัวเองเหมือนเดิม  : D

ก่อนออกพรรษาผมก็ได้ฝึกลองงดฉันด้วยครับ
คือเห็นว่าไหนๆ ก็เป็นพระธุดงค์ครั้งหนึ่งในชีวิต
ก็ลองให้หมด ผมก็เลยตั้งใจจะลองงดฉันสักสามวัน
พอรู้ตัวว่าจะงดวันแรกเท่านั้น ผมก็เล็งน้ำปานะเป็นการใหญ่
คือรู้ว่ามันหิวแน่ๆ ก็เลยเตรียมหาน้ำหวานน้ำผึ้งเอาไว้
ซึ่งจริงๆ แล้วทำอย่างนี้เหมือนไม่ค่อยตั้งใจฝึกเลย
แต่ก็ด้วยความกลัวทรมานอ่ะนะ > <
ผ่านไปวันที่หนึ่งก็ยังโอเค พอเข้าวันที่สองนี่หิวสุดๆ เลย
ไม่ค่อยมีแรงทำงานแต่ก็ต้องทำต่อไป
ผ่านไปแค่สองวัน น้ำหนักผม จาก 58 เหลือ 55 ทันที (ก่อนบวช 60 ตอนอยู่กรุงเทพ 62 ตอนนี้ 62+++ 555)
เป็นครั้งเดียวในชีวิตมั้งที่รู้สึกได้ว่าตัวเองไม่มีกากใยอะไรอยู่ในร่างกายเลย
พอเข้าวันที่สาม ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย พระต้องไปรับกิจนิมนต์ที่สุโขทัย
จะไม่ไปเพราะงดฉันก็กลัวเสียโอกาส ได้รับกิจนิมนต์ครั้งแรกในชีวิตพระ
ผมก็เลยต้องล้มเลิกความตั้งใจไปแค่สองวัน
แต่ถ้านับชั่วโมงก็ 72ชั่วโมงพอดีที่ไม่ได้ฉันอาหาร

วันนั้นพอได้ฉันคำแรก พึ่งรู้ว่าได้แค่มีกินนี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว
ไม่ต้องกินดีกินอร่อยเลยด้วยซ้ำ
ผมว่าเราคงอยู่ดีกินดีกันจนเกินไป 
จนบางครั้งต้องเที่ยวหาของอร่อยมากิน เพื่อให้มีความสุขเต็มที่
บางครั้งอาหารไม่อร่อยเราก็ทิ้งไม่กินต่อ
บางครั้งก็กินของแพงๆ เพราะทำให้รู้สึกว่ามันดีกว่าอาหารธรรมดา
จริงๆ แล้วความสุขในการกิน ก็คือ มีให้กินก็เพียงพอแล้วครับ

ประโยชน์ของการงดฉัน นอกจากจะฝึกความเข้มแข็งของจิตใจแล้ว
เขาว่ากันว่าจะทำสมาธิได้ดีขึ้น เบาขึ้น อันนี้ผมไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ นั่งแล้วยังฟุ้งเหมือนเดิม😛

(พูด ถึงกิจนิมนต์ เล่าแทรกตรงนี้เลยนะครับ กิจนิมนต์ที่ว่าคือไปทำบุญโรงพยาบาล บ้านด่านลานหอย http://www.lanhoihospital.go.th ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีหลวงพี่ท่านนึงเคยเป็นผู้อำนวยการอยู่ เป็นโรงบาลเล็กๆ ประจำอำเภอ ซึ่งพระเราได้เดินบิณฑบาตรอบโรงพยาบาล ชาวบ้านก็ดูใจดีทุกคนเลยครับ ประทับใจมากๆเลย ขากลับพระเราแอบเที่ยวด้วย คือไปดูกรุงเก่าสุโขทัยครับ แต่เป็นการเที่ยวแบบพระนะคือนั่งอยู่ในรถขับวนๆ เพราะลงมาดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวเยอะเกินไป)

มาถึงเรื่องการนอนบ้างครับ

จาก ที่ผมเคยเกริ่นๆ เอาไว้ นอกจากเวลานอนจะค่อนข้างน้อยแล้ว ทุกๆวันพระ พระจะต้องมารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติ เนสัชชิก คืออยู่ในอิริยาบถ3 คือ เดิน ยืน นั่ง โดยไม่เอนตัวลงนอนทั้งคืน
แต่ถึงช่วงเนสัชชิกทีไร ผมก็ได้นั่งหลับทุกทีไม่ได้สมาธิเท่าไหร่
ที่วัดนี้ยังมีการลงโทษเกี่ยวกับการนอนอีกอย่างนึงด้วยคือ การนอนป่าช้า
กฎมีอยู่ว่าถ้าพระมาทำวัตรเย็นไม่ทัน หรือทำผิดวินัยที่ไม่เหมาะสม
พระอาจารย์จะให้ไปนอนป่าช้า ไม่ใช่เมรุ เผาศพหลังวัดนะคับ
เพราะที่นั่นมีกุฏิพระอยู่แล้ว
แต่เป็นป่าช้าร้างที่อยู่ห่างจากวัดไปราวๆยี่สิบกิโลได้
ซึ่งป่าช้าก็ถูกคัดสรรมาอย่างดีว่า เฮี้ยน เหมาะสำหรับให้พระไปฝึกอย่างมาก
ตอนช่วงเวลาที่ผมอยู่วัด มีการลงโทษแบบนี้สองครั้งครับ

ครั้งหนึ่งตอนผมเป็นผ้าขาวอยู่ ก็ได้ขับรถไปส่งพระสองรูป
ป่าช้าที่ว่ามืดสนิทเลยครับ มีแค่แสงเดือนกับแสงดาวเป็นเพื่อนเท่านั้น
แปลกที่ตอนนั้นผมไม่กลัวเท่าไหร่ อยากลองสักครั้งด้วยซ้ำ
แต่จะให้อาสาไปก็ไม่เอาดีกว่า
มาคิดดูให้ไปตอนนี้ ไม่เอาแน่นอนครับ สยอง เหอะๆๆ > <
แต่ก็ไม่มีพระรูปไหนโดนผีหลอกนะครับ ไม่หลับไปเลยก็กลัวไปเองจนนอนไม่หลับ

เช่นเดียวกับการฝีกงดฉันครับ ผมก็ลองฝึกเนสัชชิกบ้าง ตั้งใจฝึกสามวัน
ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะนั่งหลับในกุฏิครับ ไม่ได้ทำสมาธิเท่าไหร่😛
แต่การนั่งหลับๆตื่นๆทั้งคืนก็เพียงพอให้วันที่สามนี้ หลับตาไม่ได้เลยครับ
ปิดตาเมื่อไหร่เป็นหลับทันที หวิดๆจะตกจากอาสนะในศาลาหลายครั้ง

พอครบสามวัน ผมยังจำจังหวะแรกที่หลังแตะพื้นครั้งแรกได้ดี
ไม่มีอะไรจะมีความสุขเท่านั้นอีกแล้ว
สรุปผลของการฝึกเนสัชชิก ผมกว่าผมเห็นความสำคัญของการนอนน้อยลงคับ
ไม่ใช้ว่าคนเราไม่ต้องนอนนะ แต่เราไม่ต้องนอนมากก็ได้
แต่ที่สำคัญเวลาที่เหลือจากการนอนน้อยเนี้ย ควรจะเอาไปทำประโยชน์
ไม่ใช่เล่นเกมส์อดนอน หรือคิดมากจนนอนไม่หลับนะครับ

เรื่องกินๆ นอนๆ ของวัดคงมีแค่นี้
ไม่รู้จะจบยังไง เอาเป็นว่า
เนื่องในวันปีใหม่จีนนี้ ขอให้ทุกๆคน กินอิ่ม นอนหลับสบาย ตลอดไปค้าบ ^ ____ ^

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 12 เนื้อนาบุญ

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to บวช ตอนที่ 11 กินๆ นอนๆ

  1. Pim says:

    ขอบคุณนะคะที่แบ่งปันประสบการณ์ดีๆ มาสู่กันฟังนะคะ ขออนุโมทนาบุญกุศลในครั้งนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ^_^

  2. apichart says:

    อยากอ่านตอนที่ 12 ต่อครับ ได้ความรู้มากเลย กำลังคิดอยากจะบวชที่วัดนั้นพอดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s