บวช ตอนที่ 10 227

เมื่อเจ็ดปีก่อนบนรถไฟสายกรุงเทพ-เชียงใหม่
ผมซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาปีที่สองคณะวิศวะมอชอ
เรากำลังร่วมกิจกรรมซึ่งถือเป็นประเพณีของมหาลัยคือการรับน้องรถไฟ
รุ่นพี่จะมารับนักศึกษาน้องใหม่จากต่างจังหวัดที่หัวลำโพงเพื่อมุ่งหน้าสู่ชีวิตใหม่ในรั่วมหาวิทยาลัย
ในระหว่างทางนั้นเองรุ่นพี่ปีสามเรียกน้องปีสองไปหาทีละสองคน
ผมเดินไปพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่ง
เพียงแค่นั่งลง รุ่นพี่ก็ยื่นแก้วพลาสติกที่มีน้ำสีเหลืองอำพันอยู่เต็มแก้วให้
ผมกับเพื่อนคนนั้นต้องรับผิดชอบมันให้หมด
ตามคำสั่งในระบบ seniority อันเข้มงวด
แต่ผมไม่กินเหล้า…
ผมรับแก้วจากมือรุ่นพี่แล้วหันไปมองเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ
ถ้าหากผมไม่กิน เพื่อนก็จะต้องกินมันทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่า
การกินเหล้าเพียวๆ ปริมาณขนาดนั้น จะต้องเมาเละแน่ๆ
ผมตัดสินใจกินมันเข้าไปเสียครึ่งหนึ่ง…
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักคำว่าเมาเหล้า
ผมเดินกลับที่นั่งด้วยอาการเซอย่างเห็นได้ชัด
ใช้เวลากว่าสามชั่วโมงกว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะหมดไป
ผมพูดกับตัวเอง ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเถิด

แต่มันไม่ใช่ครั้งสุดท้าย…

ชอบมีคนถามผมว่า กินเจ กินเหล้าได้หรือไม่ เพราะเหล้าก็ทำมาจากข้าว
คำตอบที่ผมชอบตอบคือ กินเจกับการถือศีล 5 เป็นคนละเรื่องกัน
แม้ในช่วงเทศกาลกินเจ เรามักจะได้ยินคำว่า ถือศีลกินเจ ควบคู่กันเสมอๆ
แต่ในฐานะที่ผม ทานมังสวิรัติอยู่ตลอดทั้งปี ผมจึงไม่เห็นว่าจะต้องถือศีลด้วย
ผมไม่เคยเห็นความสำคัญของ ศีล
แม้ว่าโดยปกติผมจะไม่กินเหล้า แต่ผมไม่ได้ถือศีลข้อห้า
ผมจึงมักอะลุ่มอล่วยกับตัวเองว่า
ถ้าถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องกินก็กินเหมือนกับบนรถไฟวันนั้น
ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก
เพราะนั่นคือการเปิดช่องให้กับความอ่อนแอของตัวเอง
คนเราสามารถหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนการกระทำของตัวเองได้เสมอๆ
แต่จริงๆ มันคือข้ออ้างของความพ่ายแพ้อีกอันนึงก็เท่านั้นเอง

ศีล คือ ความปกติของมนุษย์
เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจหากมนุษย์กำลังเริ่มทำอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ
เป็นแนวทางให้มนุษย์ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปกติสุขขึ้นในชีวิต

เราคงคุ้นเคยกับศีลห้าดี
และอาจจะรู้จักศีลแปดบ้าง
แต่คงมีน้อยคนนักที่จะรู้จักศีลของพระทั้ง 227 ข้อ
ตอนแรกผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า
ศีลตั้งสองร้อยกว่าข้อ จะห้ามอะไรมากมายขนาดนั้นเลยหรือ
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่แค่นั้นครับ
ตัวเลข 227 เป็นเพียงศีลที่ถูกบัญญัติขึ้นเป็นสิกขาบทเท่านั้น
ว่ากันว่าในพระไตรปิฏกถ้านับตามพระพุทธวัจนะเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของพระภิกษุ
คงมีศีลเป็นหลักพันหลักหมื่นข้อทีเดียว

สิกขาบททั้งสองร้อยกว่าข้อนี้ ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นในครั้งเดียว
แต่เกิดจากการที่ภิกษุกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมบางอย่างแล้วมีคนมากราบทูลให้พระพุทธเจ้าทราบ
พระพุทธเจ้าถึงจะบัญญัติขึ้นเป็นสิกขาบท ทีละข้อๆ
และในแต่ละข้อก็จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมเสมอๆ
ผมสงสัยเหมือนกันว่าทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงบัญญัติขึ้นในคราเดียวเลย
ทำไมต้องรอให้มีภิกษุละเมิดเสียก่อน
ผมคิดได้คำตอบเอาเองว่า มันก็คงเหมือนกับกฎหมายที่ดิ้นได้
ทนายมักจะหากฎหมายมาแก้ต่างให้กับลูกความได้เสมอ
เช่นเดียวกับคนที่สามารถจะยกแม่น้ำ ยกมหาสมุทรมาได้ทั้งโลก
เพื่อบอกว่าตัวเองไม่ผิด
ถ้ามันถูกกำหนดขึ้นมาแล้วคงยากที่จะควบคุม

ผมตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนบวชว่าผมจะไม่ผิดศีลของพระนี้โดยเด็ดขาด
แต่พอมาดูเนื้อหาของมันเข้าจริงก็ต้องปาดเหงื่อเลยครับ
ศีลของพระถูกแบ่งเป็นหมวดๆ ดังนี้ครับ

ปาราชิก 4 ข้อ – เป็นศีลที่มีความร้ายแรงที่สุด
พระรูปไหนผิดศีลปาราชิกจะถือว่าขาดจากความเป็นพระทันทีในชาตินี้
แม้จะไม่มีใครรู้เห็นก็ตาม
และไม่มีทางกลับมาบวชได้อีกเพราะถือว่าคุณเหมาะจะเป็นโยมมากกว่าเป็นพระ
แต่ถ้าพระรูปไหนผิดแล้วยังดันทุรังบวชต่อ ก็รับบาปไปเต็มๆ หละครับ
เราคงเคยได้ยินกันบ่อยตามข่าวว่า
พระถูกปรับอาบัติปาราชิก ถูกจับสึกเพราะมีเพศสัมพันธ์กับสตรี
แต่จริงๆปาราชิกไม่ได้มีแค่นั้นครับ ข้อทีผิดง่ายกว่านั้นคือ การลักขโมยครับ
หากพระขโมยสิ่งของที่มีมูลค่าเท่าที่กฎหมายของฆาราวาสกำหนดว่าผิดกฎหมายก็ปาราชิกเช่นกัน
ข้อปาราชิกอื่นๆได้แก่ ฆ่าคนและอวดอุตริ

สังฆาทิเสส 13ข้อ – ข้อนี้เป็นข้อที่มีความร้ายแรงรองลงมา
พระภิกษุรูปไหนผิดสิกขาบทหมวดนี้แล้ว
จะต้องถูกลงโทษเรียกว่าการ อยู่ปริวาส อยู่มานัต และขออัพภาน
คือจะถูกลดยศไปเป็นพระปลายแถวเหมือนไม่มีพรรษาทันที
และจะต้องทำการสวดขอขมาในสิ่งที่ทำกับพระทุกรูปในวัด
เป็นจำนวนวันเท่ากับวันทีปกปิดความผิดนั้น จะพ้นอาบัติก็ต่อเมื่อภิกษุทุกรูปยินยอม
ตัวอย่างศีลในหมวดนี้ที่ผิดกันบ่อยๆเช่น
การสำเร็จความใคร่ การถูกเนื้อต้องตัวสิ่งมีชีวิตเพศเมียโดยยังมีความกำหนัดอยู่ การเป็นพระผู้สอนยาก เป็นต้น

อนิยตะ 2ข้อ – เป็นหมวดที่ยังไม่ถือว่าผิดหรือไม่ แค่ถุกสงสัย คือการอยู๋ในที่ลับหูลับตากับสตรีเพศ

ปาจิตตีย์ นิสสัคคีย์ 30 ข้อ- เป็นหมวดที่่หากละเมิดแล้วภิกษุต้องสละสิ่งของนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับผ้า เช่น การขาดครองผ้าไตรจีวรเกินกว่าย่ำราตรี จะต้องสละผ้านั้นให้ภิืกษุรูปอื่นเป็นต้น

ปาจิตตีย์ 92 ข้อ – ส่วน ใหญ่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต มีตั้งแต่การห้ามพูดปด ไปจนถึงต้องเก็บที่นอนทุกครั้งหลังตื่น รายละเอียดต้องไปดูเองครับ บางข้อผมแปลกใจเลยว่า เป็นศีลด้วยเหรอ

ปาฎิเทสนียะ ๔ ข้อ – เกี่ยวกับการรับของ

เสขียะ ๗๕ ข้อ – เกี่ยวกับการประพฤติตนในเขตฆราวาส การฉันอาหาร และการแสดงธรรม

อธิกรณะ ๗ ข้อ – เกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทระหว่างสงฆ์

(เพิ่มเติม http://www.salatham.com/ordane/donts.htm)

เมื่อผมเห็นศีลทั้งหมดก็ต้องถอดใจครับ
เลยคิดว่า สองข้อใหญ่ๆคือ ปาราชิกกับสังฆาทิเสสจะไม่ผิดเด็ดขาดแทน
ซึ่งไม่ยากเกินไป
ส่วนข้ออื่นๆ บางครั้งมันก็ลืมตัวจริงๆครับ
เอาจริงๆ ผมว่าตอนเป็นพระผมอาบัติทุกวันเลยหละ
เดินไม่สำรวมบ้าง กินมูมมามบ้าง ไม่ระวังการใช้สอยสิ่งของบ้าง

ความจริงแล้วถ้าเรามองศีลเป็นข้อห้ามก็ไม่ถูกต้องนักครับ
เพราะเราจะรู้สึกอึดอัด พออึดอัดก็จะมีวันนึงที่เราระเบิดออกมา
จากการคิดว่ามันเป็นกรง ก็ให้คิดว่ามันเป็นเกราะ ดีกว่าครับ
เป็นเกราะที่จะป้องกันเราจากความทุกข์ทั้งมวล
พระพุทธเจ้ายืนยันว่า หากเรารักษาศีลห้าดีแล้วเราย่อมไม่ไปอบาย
มีความสุขสงบในชีวิตเรื่อยไป
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนผิดศีลปุ๊ปจะต้องตกนรกปั๊ปนะครับ
แต่ที่แน่ๆ เราก็จะได้รับความทุกข์จากการทำสิ่งไม่ปกตินั้น
และยังเป็นการเปิดช่องทางให้เราสามารถทำผิดได้มากขึ้นๆ ตามความอ่อนแอของเรา
ยิ่งผิดมากผลที่ตามมาก็จะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เลวร้ายที่สุดก็ตกนรกหละครับ

การถือศีลเป็นข้อๆ อาจจะดูเหมือนมันเป็นกฎเป็นเกณฑ์
ทำให้เรายึดกับข้อศีลมากเกินไป
บางคนถึงกับกางตำรามาดูกันทีเดียวว่าใครผิดข้อไหนข้อไหน
ซึ่งการเพ่งโทษแบบนี้ดูจะไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่นักคับ
ยังมีศีลอีกแบบนึงเรียกว่า อินทรีย์สังวรศีล
คือการสำรวมระวังอินทรีย์ของตัวเองให้ไปในทางทีดีก็พอ
เช่น ตาก็ดูแต่สิ่งดีๆ หูก็รับฟังแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
ปากก็พูดแต่ข้อเท็จจริงและวาจาที่ไพเราะ กายก็ไม่เอาไปทำในสิ่งที่ผิด เป็นต้น
ดูเหมือนจะง่ายกว่า แต่จริงๆต้องอาศัยสติและความหมั่นเพียรทีเดียวครับถึงจะถือศีลแบบนี้ได้

ถ้าผมบังคับจิตใจของทุกๆ คนได้ ผมคงจะบังคับให้ทุกคนถือศีลห้าเป็นอย่างน้อย
แต่มันเป็นไปไม่ได้ครับ เรามีสิทธิ์ในการตัดสินชีวิตของตัวเอง
สำหรับคนที่คิดจะเริ่มถือศีลแล้วรู้สึกว่ามันยากเหลือเกิน
ก็ให้ลองเลือกศีลสักข้อที่คิดว่าง่ายที่สุดดูก่อนคับ
แล้วก็เลือกวันที่จะรักษาดู
เช่น ทุกวันจันทร์เราจะรักษาศีลข้อหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ชนิดใดๆ ทั้งสิ้น
ให้ยุงมาไล่กัดเราสักร้อยตัวเราก็จะไม่ตบสักตัว
พอทำได้เท่านี้ใจเราก็จะเข้มแข็งขึ้นแล้วครับ แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
วันนึงเราก็จะเอาชนะตัวเองได้ แล้วเราจะรู้ว่าชีวิตเราเปลี่ยนได้จริงๆครับ

ผมเคยไม่สนใจรักษาศีลมาก่อน แล้วผมก็ได้รับโทษจากมันมาอย่างเจ็บปวดทีเดียวครับ
ผมกินแอลกอฮอล์อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลว่ายังไงผมก็ไม่เมา
และผมมีจุดประสงค์อะไรบ้างอย่างที่ไม่ใช่กินให้เมา
บางคนอาจจะบอกว่าที่ผมกินมันไม่เรียกว่าเหล้า
มันเรียกว่าอนุพันธ์ของแอลกอฮอล์เลยหละ
แต่อย่างไรเสียผมก็รู้ว่ามันเป็นเหล้า
และผมก็อ่อนแอเพียงพอที่จะทำให้มันมาควบคุมความตั้งใจของผม
และความรู้สึกผิดหวังในตัวเองก็มากเพียงพอที่ทำให้ผมอ่อนแอไปอีกหลายเดือน
ผมสัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้เหล้าสักหยดจะไม่มีวันตกลงถึงผนังกระเพาะผมอีก
เอาปืนมาจ่อก็เหอะ ฮึ่มม

ตามคำสอนที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนาคือ
มรรคมีองค์แปด หรือหนทางแห่งการดับทุกข์
ซึ่งย่อเหลือแค่เพียงสามหมวดคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
จะเห็นว่าศีลเป็นจุดเริ่มต้น เป็นรากฐาน เป็นพื้นยืน ที่จะขจัดความทุกข์ให้สิ้น
เมื่อรักษาศีลดีแล้ว จิตใจเราก็จะนิ่งขึ้นเข้มแข็งขึ้น คือไม่ซัดส่ายไปตามกิเลสมากนัก
ก็ทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายขึ้น เมื่อมีสมาธิในการพิจารณาความเป็นจริงของโลกได้
เราก็จะเกิดปัญญาขจัดความทุกข์ทั้งมวล ง่ายๆ แค่นั้นเองครับ

แค่เริ่มจาก ศีล

(โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 11 กินๆ นอนๆ)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s