บวช ตอนที่ 1 หันหน้าเข้าวัด

ถ้าใครออนเอ็มบ่อยๆ อาจจะสังเกตุได้ว่าทำไมจากคนที่เคยออนเอ็มเกือบๆ จะ 24 ชั่วโมงอย่างผม
จู่ๆ ถึงได้หายไปเลยหลายเดือน
ผมไปบวชเป็นพระมาครับ
แล้วหลังจากลาสิกขาออกมานี้ก็ตั้งใจเหลือเกินว่าจะเขียนบล๊อกเพื่อเล่าประสบการณ์ที่อยู่ในวัด
ซึ่งหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ บ้างไม่มากก็น้อยครับ

แต่ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอโทษเพื่อนๆ หลายๆคนที่ไม่ได้แจ้งข่าวบอกบุญไปเลยนะครับ
ส่วนเหตุผลเป็นเพราะอะไรไว้จะค่อยๆเล่าครับ
เอาเป็นว่าขอบอกบุญย้อนหลังตรงนี้แล้วกันนะครับ เคยอ่านหนังสือมาว่าคนอนุโมทนาบุญกับผู้บวชได้บุญเยอะมากๆเลย
จะจริงหรือไม่จริงประการใดผมไม่ทราบ แต่เอาว่าอนุโมทนาบุญร่วมกันนะครับ:)

เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ จากสายตาและความเชื่อของผมล้วนๆนะครับ
อาจจะมีผิดเพี้ยนหรือรู้เท่าไม่ถึงการไปบ้าง ก็ขออภัยก่อน ณ ตรงนี้เลยครับ

ตอนที่ 1 หันหน้าเข้าวัด

ถ้าใครได้เคยคุยกับผมบ่อยๆ ก็คงจะรู้ว่าผมวางแผนให้ชีวิตตัวเองยาวตั้งแต่เรียนจบเลย
คือ เรียนจบ – ทำงาน – เรียนต่อปริญญาโท – ลาออกจากงาน  – บวช  – ช่วยกิจการที่บ้าน ..
เหตุผลที่ผมอยากบวชก็คือ ผมอยากศึกษาพระธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
เพราะที่ผ่านมาก็ได้แค่ ‘อ่าน’ เท่านั้น ไม่ค่อยได้ ‘ทำ’ จริงๆเท่าไหร่
อยากแบ่งเวลาช่วงสั้นๆ ของชีวิตนี้ ให้กับพระศาสนา และเรียนรู้อย่างเต็มที่

หลังจาก defend ตัวจบปริญญาโทสำเร็จเรียบร้อย ผมก็ส่งจดหมายขอลาออกทันที
ซึ่งพี่ๆ ก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร เพราะผมง้างเรื่องไว้นานเหลือเกิน
จริงๆ ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์เข้าทำงานผมก็บอกว่า เรียนจบก็คงลาออก😛
ซึ่งบริษัทก็ยังใจดีรับผมไว้ทำงานด้วย ขอบคุณมากๆครับ

หลังจากเก็บข้าวของ ทิ้งความวุ่นวายของเมืองกรุงไว้เบื้องหลัง
พอมาถึงบ้านตอนแรกผมตั้งใจไว้ว่าจะรีบหาวัดที่จะบวชให้ทันก่อนวันเข้าพรรษา
และบวชเพื่ออยู่จำพรรษาให้ครบสามเดือนแล้วค่อยลาสิกขา
แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน เนื่องจากเวลากระชั้นชิด แล้วหาวัดที่ตรงตามความต้องการของผมยากเหลือเกิน ><
ผมตั้งหลักเกณฑ์ของวัดที่จะบวชไว้ เนื่องจากอยากบวชแล้วได้อะไรจริงๆ
เพราะเคยได้ยินคนอื่นๆ ที่ไปบวช บางคนไปบวชแล้วยังโทรคุยกับเพื่อนเหมือนเดิม
ออกไปเที่ยวนอกวัดได้ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่
ผมจึงตั้งหลักเกณฑ์เอาไว้ดังนี้

1. วัดนั้นจะต้องทานมังสวิรัติ หรือ มีอาหารที่เป็นมังสวิรัติให้พระฉัน ได้
แค่ข้อนี้ข้อเดียว วัดทั่วประเทศก็ตกเกณฑ์ไปเกือบหมด
เพราะตามพระวินัยแล้ว พระพุทธเจ้าทรงอณุญาติให้พระฉันเนื้อได้
และพระจะต้องประพฤติตนเป็นผู้เลี้ยงง่าย ญาติโยมให้อะไรมาก็ต้องฉันอย่างนั้น
แต่ด้วยความที่ผมทานมังสวิรัติมาสิบกว่าปี
ถ้าจะให้กลับมาทานเนื้อตอนบวช ผมคงบวชอย่างไม่เป็นสุขแน่ๆ
ซึ่งโชคดีครับที่ยังมีวัดที่ทานมังสวิรัติอยู่บ้าง ^^

2. วัดนั้นจะต้องเป็นธรรมยุตินิกายหรือเป็นวัดสายปฏิบัติ
ผมก็พึ่งทราบตอนที่หาข้อมูลการบวชนี้เหมือนกันว่า
วัดในประเทศไทยซึ่งเป็นนิกายเถรวาทยังแบ่งย่อยออกเป็นสองนิกายคือ
ธรรมยุตินิกาย กับ มหานิกาย หรือเรียกให้เข้าใจง่ายว่า วัดป่า กับ วัดบ้าน
ความแตกต่างของสองนิกายนี้ถ้าดูกันแต่ภายนอก พระวัดบ้านจะมีจีวรสีออกเหลืองแสด สดใสๆ
โบสถ์ของวัดจะถูกตกแต่งด้วยศีลปะที่งดงาม และส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตชุมชน หมู่บ้าน
ส่วนวัดป่านั้น จีวรของพระจะเป็นสีกรัก หรือสีออกเหลืองอมแดงเข้มๆ
และสีของจีวรของพระแต่ละรูปก็จะไม่เหมือนกันด้วย
ขึ้นอยู่กับการย้อมซึ่งผมจะเล่าในตอนต่อๆไปครับ ส่วนโบสถ์ของวัดจะเน้นไปทางเรียบง่าย
และอาณาบริเวณของวัดก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น อาจจะไม่ถึงกับตั้งอยู่ในป่าจริงๆ
แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตนอกเมือง หลีกความวุ่นวายพอสมควร

ส่วนความแตกต่างถ้าดูกันภายใน คือ พระวัดบ้านจะผ่อนปรมวินัยบางข้อ
เช่น พระสามารถครอบครองเงินได้ ซื้อของได้
ส่วนพระวัดป่าจะยึดถือพระวินัยตามพระไตรปิฏกอย่าเคร่งครัด และมีการปฏิบัติอย่างจริงจัง

วัดนิกายธรรมยุตินั้นผมว่าน่าจะมีไม่เกิด 10% ของวัดทั่วประเทศ
ซึ่งนั่นทำให้ตัวเลือกของผมแคบลงมาอีก

3. วัดนั้นจะต้องอยู่ใกล้บ้าน พอเดินทางไปได้
ที่จริงข้อนี้ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ของผม ตัวผมเองอยากไปบวชไกลบ้านที่สุดด้วยซ้ำ
เพราะอยากอยู่อย่างสงบๆ แต่พอฟังเสียงจากญาติๆ ที่บอกว่า
บวชทั้งทีจะไม่ไห้ญาติไปอนุโมทนาหน่อยหรือ จึงทำให้ต้องมีเกณฑ์ข้อนี้เพิ่มขึ้นมาด้วยครับ

หลังจากหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต(อย่างเดียว) ก็ได้วัดที่เข้าเกณฑ์ข้อหนึ่งข้อสอง ดังนี้
1. วัดป่าสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี <- วัดนี้อยากไปเพราะชื่นชอบในพระอาจารย์มิตซูโอะและมีกับข้าวมังสวิรัติให้วัน ละสองอย่างด้วย ^^
2. วัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ <- วัดนี้อยู่ใกล้มากๆ ติดอย่างเดียวที่ว่าวัดนี้เป็นอารามหลวงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย ทำให้โน้มเอียงไปทางวัดบ้านพอสมควร(เท่าที่สังเกตุจากภายนอกนะครับ)
3. วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี <- วัดนี้โด่งดังพอสมควร หลวงพ่อจรัญซึ่งมีลูกศิษย์มากมายเป็นเจ้าอาวาส
4. วัดถ้ำยายปริก จ.ชลบุรี <- วัดนี้ผมรู้จักตอนอ่านเว็บบอร์ดลานธรรม ศรัทธาคำสอนของท่านเจ้าอาวาสมากครับ
5. วัดแพร่ธรรมาราม จ.แพร่ <- วัดนี้ได้ข้อมูลมาจากคำบอกเล่าของคนที่ไปบวชมาแล้วเอามาเขียนในบล๊อก
6. วัดพระธาตุห้วยต้ม จ.ลำพูน <- วัดนี้อยู่ในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ทานมังสวิรัติกันทั้งหมู่บ้านเลย ^^
7. วัดเวียงกาหลง จ.เชียงราย <- วัดนี้ได้ข้อมูลมาจากเจ้าของร้านขายอาหารหมา แต่หาข้อมูลทางเน็ตไม่ค่อยเจอ

ตอนแรกผมตัดใจว่าจะไปวัดป่าสุนันทวนารามนี่แหละ เพราะชอบใจวัดที่นี่มาก
ไกลไม่เป็นไร ไม่มีใครมางานบวชก็ไม่เป็นไร แต่พอโทรถาม(ซึ่งโทรติดยากมากๆ)
ปรากฏว่าวัดนี้เค้าให้บวชเป็นช่วงๆครับ จะขอบวชนอกเวลาไม่ได้
ถ้าจะบวชจริงๆ คือจะต้องรอถึงเดือนพฤศจิกา ซึ่งผมไม่อยากรอนานขนาดนั้น
เพราะยิ่งรอนานจะยิ่งติดพันงานที่ร้าน จึงต้องตัดช้อยส์ข้อนี้ไป

สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเลือก วัดป่าดาราภิรมย์ เพราะเป็นที่เดียวที่ไปดูสถานที่จริงก่อนได้
และทางบ้านก็เห็นด้วยเพราะไปสะดวก แต่ในวันที่ไปขอบวชกับท่านเจ้าอาวาสนั้นเองก็มีปัญหาอีกจนได้
ระหว่างรอพบเจ้าอาวาส ผมพบกับทิดคนนึงที่พึ่งสึกวันนั้นพอดี
แล้วรู้ว่าวัดนี้ไม่ได้ทานมังสวิรัติอย่างที่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตบอก T T
โชคดีที่ผมยังไม่ได้เข้าไปกราบขอบวชกับเจ้าอาวาส ผมจึงกลับออกมาอย่างผิดหวัง

ผมเบนเป้าหมายไปที่วัดต่อไปคือวัดแพร่ธรรมาราม แต่เมื่อโทรไปถามโยมอุปัฎฐากวัด(วัดนี้ไม่มีโทรศัพท์)
คุณอาเค้าก็แนะนำว่าอย่าพึ่งมาเลย ในพรรษาเค้าไม่นิยมบวชกัน แต่มาลองปฏิบัติธรรมที่วัดได้
ตอนนั้นท้อมากครับ เพราะผมหาข้อมูลคนเดียว เวลาก็มีจำกัดเนื่องจากช่วยงานที่ร้านไปด้วย
ข้อมูลที่ได้ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องเพียงใด
ตอนนั้นเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาแล้ว เลยจากเวลาที่ตัวเองคาดไว้เกือบเดือน
มีความคิดแว๊บขึ้นมาว่า ยุ่งยากขนาดนี้ไม่บวชเสียดีกว่ามั้ง ไว้บวชเข้าพรรษาปีหน้าก็ได้
แต่ก็ต้องข่มใจตัวเอง เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นคนจิตใจไม่หนักแน่น มักท้อกับปัญหาเสมอ
ถ้ายังผัดวันประกันพรุ่งอยู่อย่างนี้ ทำอะไรไม่สำเร็จแน่ๆ
ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ วัดแพร่ธรรมารามนี่แหละ หอบผ้าหอบผ่อนไป ไม่ได้บวชไม่กลับบ้านแล้ว

พอผมตัดสินใจอย่างนั้น วันรุ่งขึ้นผมก็ป่วยเป็นหวัดหนักเลยครับ นอนโทรมอย่างที่ไม่ได้เป็นมาหลายปี
ขาดอย่างเดียวตอนนั้นไม่มีไข้สูง ไม่เช่นนั้นคงคิดว่าติดหวัดใหญ่ 2009 แน่ๆ
กำหนดการเดินทางถูกเลื่อนไปสองวันเพราะลุกไม่ขึ้น
พอขึ้นวันที่สาม ผมจึงต้องบังคับตัวเองว่า
จะเอาความป่วยมาเป็นข้ออ้างในการผลัดวันประกันพรุ่งไม่ได้แล้ว
เช้า วันนั้นผมจึงแพ็คกระเป๋า เอาเฉพาะเสื้อขาว ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ 1 ก้อน ไฟฉาย นาฬิกาปลุก กับเงินติดตัวอีกเล็กน้อย พร้อมกับยาแก้วัด และยาขยายหลอดลมชุดใหญ่ สำหรับอาการหอบหืดที่กำเริบขึ้นมาด้วย

เก้าโมงกว่าๆ ผมก้าวขึ้นรถไฟฟรีเพื่อประชาชนสาย เชียงใหม่ – นครสวรรค์ 

มีจุดหมายปลายทางที่ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่…

(โปรดติดตามตอนต่อไป …. ตอนที่ 2 แพร่ธรรมาราม)

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s